Stigma FreeWork place มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย พบผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เจรจาลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

#ความสามารถวัดกันที่ผลงานไม่ใช่ผลเลือด

#ยกเลิกเงื่อนไขการตรวจหาเอชไอวีในการทำงาน

#StigmaFreeWorkplace

เมื่อวันที่ 4 กันยายน คุณจันทิมา ธนาสว่างกุล ประธานอนุกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์/อัยการอาวุโส ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) นำโดยคุณเสถียร ทันพรม ,คุณไพลิน ดวงมาลา คุณณินจ์ญาดา โลศิริ และคุณปวันปรัช พละมาตย์ ผู้แทนจากมูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ได้เข้าพบผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือในการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีในสถานที่ทำงาน

ช่วงเช้า ทางคณะฯ และคุณสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานการรถไฟไทย ได้เข้าร่วมหารือกับผู้แทนของการรถไฟแห่งประเทศไทย นำโดย คุณสุภรดา จำปาเหลือง รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยกรบุคคล และคุณการัณย์ นิมยมเทศ หัวหน้ากองการบุคคล ทางคณะฯ ได้นำเสนอทิศทางการดำเนินงานและความร่วมมือทั้งในระดับสากลและระดับประเทศ เพื่อจะยุติปัญหาการเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากเอชไอวีในสถานที่ทำงาน และเชิญชวนการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมเป็นองค์กรนำในการดำเนินงานกรุงเทพสานพลังเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ และพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์การถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีในสถานที่ทำงาน จากเรื่องร้องเรียนที่ทางมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลายได้ดำเนินการ รวมทั้งทำความเข้าใจในชุดข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับเอชไอวี โดยเฉพาะองค์ความรู้เรื่อง U = U หรือ Undetectable = Untransmittable (ตรวจไม่เจอ = ไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่น) จากการหารือร่วมกัน การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวและยินดีเข้าร่วมเป็นหน่วยงานนำร่องในการสื่อสารให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพนักงานเพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อเอชไอวี/เอดส์ และเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

และในช่วงบ่าย ทางคณะฯ และคุณโสพิศ บุญชุม เลขาธิการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยางแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบหารือผู้แทนการยางแห่งประเทศไทยนำโดย คุณโกศล บุญคง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร คุณพิสิษฐ์ สุขอนันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร ซึ่งการยางแห่งประเทศไทยมีบุคลากรส่วนกลางประมาณ 400 กว่าคน และยังมีในภูมิภาคต่างๆ จากการหารือร่วมกันได้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติ มุมมอง ที่สังคมมีต่อผู้มีเอชไอวี รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยการยางฯ ได้เห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่อง U=U รวมทั้งเสนอให้มีการสร้างความเข้าใจเรื่อง U = U กับพนักงานเพื่อนำไปสู่การปลดล็อคทัศนคติเชิงลบ เพราะพนักงานที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็สามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ติดเชื้อ นำไปสู่ normalize กล่าวคือ การทำให้เอชไอวีกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคม และเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ เมื่อพนักงานมีความเข้าใจเรื่อง U = U แล้ว จะทำให้การรังเกียจ การกีดกัน การตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีลดลง เกิดการปฏิบัติที่ดีต่อกัน ไม่เฉพาะกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่หมายถึงผู้ติดเชื้อคนอื่นในสังคมด้วย ทั้งนี้ การยางฯ มีความยินดีที่จะเข้าร่วมเป็นหน่วยงานนำร่อง และเสนอให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อร่วมกันกำหนดและพัฒนานโยบายที่ไม่เป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ทั้งนี้ U=U เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และมีส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ หากสถานที่ทำงานมีความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะมีส่วนสนับสนุนกันและกัน หากนายจ้างพบว่าลูกจ้างมีเชื้อเอชไอวีจะป่วยและไม่สามารถทำงานได้ ความรู้เรื่อง U=U นี้ก็จะช่วยลดความกังวลของนายจ้างได้ หากลูกจ้างนั้นกินยาต้านไวรัสจนสามารถกดเชื้อลงได้ก็จะมีสุขภาพแข็งแรงไม่ต่างจากคนปกติ รวมถึงจะไม่สามารถส่งต่อเชื้อเอชไอวีให้ผู้อื่นได้แม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน นอกจากนี้ นายจ้างเองก็สามารถมีส่วนสนับสนุนโดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงการประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจตรวจเลือดด้วยตนเอง ด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในสถานที่ทำงาน อนึ่ง การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีถือเป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพ ผู้ที่มีเลข 13 หลักสามารถเข้ารับบริการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง หรือสามารถขอรับชุดตรวจ Self-test ได้ด้วยตนเองในแอปพลิเคชันเป๋าตังค์ และหากลูกจ้างพบว่าตัวเองมีเชื้อเอชไอวีก็สามารถใช้สิทธิการรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รู้เร็ว รักษาเร็ว ก็จะเป็น U=U สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้เหมือนคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี

[หมายเหตุ... U = U สามารถป้องกันการได้รับเชื้อเอชไอวีได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทางเลือกอื่นในการป้องกันที่สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน เพื่อการมีสุขภาวะทางเพศที่ดี]