มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
ปัจจุบันปัญหายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงอันดับต้น ๆ ของไทย การระบาดของยาเสพติดมิได้ลดน้อยลง แต่กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น และในจำนวนนักโทษที่ถูกคุมขังนั้น พบว่ามีนักโทษคดียาเสพติดมากที่สุด ส่งผลให้ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ นอกจากนี้ นักโทษส่วนใหญ่เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา มักจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ได้รับโอกาส ยังคงถูกเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะด้านการดำเนินชีวิตร่วมกับชุมชน จนส่งผลให้กลับเข้าสู่สังคมปกติได้ ประสบภาวะไร้งานทำ สุดท้ายก็กลับเข้าสู่วงจรของยาเสพติด เกิดการกระทำความผิดซ้ำ
สิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำถึงกระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูที่ไร้ประสิทธิภาพ รวมไปถึงกฎหมายและนโยบายที่ประกาศใช้ยังมีข้อบกพร่อง เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า แนวทางการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดของไทยยังคงมีปัญหา แม้ว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดจะให้คำนิยามว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วย มิใช่อาชญากร และมุ่งเน้นไปที่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษทางอาญาก็ตาม แต่ทั้งนี้ ผู้เสพก็มิใช่ผู้ป่วยเสมอไป จึงไม่ควรเหมารวมว่าผู้เสพทุกคนคือผู้ป่วย รวมทั้งประมวลกฎหมายดังกล่าวยังคงมีช่องว่างที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) ได้จัดการประชุมหารือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อพัฒนากฎหมาย/นโยบายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คุณสมชาย หอมลออ ทนายความสิทธิมนุษยชน สำนักงานกฎหมายมีสิทธิ์ นักวิชาการด้านกฎหมาย และเครือข่ายภาคประชาชน (IHRI, HON, APASS และสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย)

ซึ่งในที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเน้นว่า กฎหมาย/นโยบายด้านยาเสพติด จะต้องปกป้องและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเสนอให้มีการเพิ่มเติมแก้ไข เช่น แก้ไขบทลงโทษ เพราะบางมาตรายังมีการกำหนดโทษที่รุนแรงอยู่ ควรพิจารณาจากพฤติการณ์และข้อเท็จจริง มากกว่าจำนวนยาเสพติดที่เสพหรือครอบครองเพื่อเสพและควรสันนิษฐานไว้ก่อน ว่าเป็นผู้เสพมิใช่ผู้ค้า การแก้ไขบทกำหนดโทษผู้เสพว่าไม่เป็นความผิดหากมีความจำเป็นต้องเสพเพื่อรักษาโรคหรือบรรเทาความเจ็บปวด เสพเพื่อประโยชน์ในการทำงานบางอย่าง หรือเหตุอันควรปรานีอื่นใด และหรืออาจนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูด้วยความสมัครใจต่อไป แก้ไขการให้อำนาจ ป.ป.ส. ในการควบคุมตัวผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดเพื่อทำการสอบสวน หรือ แก้ไขการให้อำนาจศาลในการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดี กล่าวคือ แม้ศาลจะสามารถใช้ดุลยพินิจได้กว้างขึ้นในการกำหนดบทลงโทษที่สมควรแก่สัดส่วนต่อการกระทำความผิด แต่ก็อาจเกิดปัญหาในเรื่องของมาตรฐานการตัดสินคดีได้ เป็นต้น
ในส่วนของ "ผู้เสพ" ควรใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) แทนมาตรการทางกฎหมายหรือการลงโทษทางอาญา พร้อมทั้งส่งเสริมให้ภาคประชาชนและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดีมากกว่าการผลักให้ผู้เสพถูกนำตัวไปบำบัดนอกชุมชน หรือศูนย์บำบัดที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน
ทั้งนี้ จากการหารือ คณะทำงานได้วางแผนการทำงานในขั้นต่อไป โดยจะทำการศึกษาและพิจารณาประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 รายมาตราที่ไม่เป็นไปตามหลักการเพื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ดำเนินการสำรวจรวบรวมข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน นับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ จัดเวทีรับฟังเสียงและความคิดเห็นของเครือข่ายภาคประชาชนและเครือข่ายผู้ใช้สารเสพติด รวมทั้งการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายยาเสพติดโดยประชาชนเพื่อเสนอต่อรัฐสภา พร้อมทั้งกระตุ้นให้ภาครัฐดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายฉบับภาครัฐประกบ เพื่อให้การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง