มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
จากนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) โดยเฉพาะการระงับ สั่งตัด สะบั้นการสนับสนุนงานด้านการต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน นอกจากส่งผลกระทบต่อบุคคล กลุ่มคนที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยตรง เช่น ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ กลุ่มประชากรที่เปราะบางต่อการถูกละเมิดสิทธิแล้ว ยังกระทบถึงหน่วยงานภาคประชาสังคม ที่ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากสหรัฐอเมริกา
จนทำให้เกิดภาวะการถูก “แขวนลอย” ขณะที่หากขยายลงไปมองรายละเอียดนโยบายแล้ว การมาของ ปธน.ทรัมป์ กำลังสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่า เนื่องจากตั้งป้อมแต่งตัวเป็น “เจ้าโลก” ที่รั้นตะแบงกับหลักการสากลในการโอบรับความแตกต่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น การยกเลิก Non-Binary ในทางกฎหมายให้เหลือเพียงหญิง - ชาย, การจำกัดการเข้าถึงบริการอนามัยด้านเจริญพันธุ์ สานต่อจากศาลสูงของสหรัฐฯ ที่คว่ำสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิยุติการตั้งครรภ์, การไม่ยอมรับนโยบายโยกย้ายถิ่นฐานของผู้ลี้ภัย และเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ระบบบริการสาธารณสุขของกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลาย ซึ่งยังจำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนของอเมริกาในห้วงเวลาที่มาตุภูมิยังล้าหลังไร้การเหลียวแลนั้นกำลังระส่ำ จากท่าทีที่มีความพยายามถอนตัวจากข้อตกลงปารีสและองค์การอนามัยโลก
ตัวเลขประมาณการของรัฐบาลสหรัฐ พบว่าพวกเขาจะประหยัดเม็ดเงินที่สนับสนุนสันติภาพ และระบบสุขภาพของโลกไปร่วม 68,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีโครงการและการดำเนินงานทั่วโลกถูกปล่อยค้างมกากว่า 15,000 โครงการ ปริมาณความเดือดร้อนกินไปทั่วทั้ง 204 ประเทศทั่วโลกครอบคลุมทุกภูมิภาค
สำหรับเรื่องนี้ เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) ได้มีการจัดกิจกรรมระดมความคิดเห็น (MoveD Think Tank #1) หัวข้อ “ทรัมป์ นโยบาย การเลือกปฏิบัติ และการสู้กลับของชุมชน” โดยมีบุคคลในแวดวงประชาสังคม นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว และสื่อมวลชน เข้าร่วมทั้งออนไซต์และออนไลน์กว่า 30 คน

โดยจารุณี ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) และกองเลขานุการ MovED ผู้ร่วมสนทนากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ถือเป็นการปล้นเอาหลักการรับรองสิทธิมนุษยชนที่เคารพต่อความแตกต่างหลากหลาย และท้าทายต่อทุกประเทศทั่วโลก ที่ร่วมลงนามรับรองในสนธิสัญญาด้านสิทธิฉบับต่าง ๆ
“ตัวอย่างชัดเจนตามแนวคิดของทรัมป์ คือการยอมรับว่า เพศมีอยู่แค่สองเพศแค่ชายกับหญิงตามลักษณะทางชีววิทยา และไม่สนับสนุนนโยบายหรือกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยอัตลักษณ์แห่งเพศ ในทางกลับกัน คือ การทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่ออัตลักษณ์และรสนิยมเพศตามมา จุดนี้ทำให้เกิดความกังวลของคนข้ามเพศที่จะเดินทางเข้าประเทศสหรัฐฯ และคนที่มีความหลากหลายทางเพศทั่วโลก ที่ยังจำเป็นต้องเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ มีคำสั่งไปยังสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ให้ยกเลิกแนวคิดดังกล่าว ขณะที่ภาคธุรกิจสหรัฐฯ คล้อยตามทรัมป์ และยกเลิกนโยบายที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ”
ที่ประชุมยังมีความกังวลอีกว่า หากแนวคิดของทรัมป์แทรกซึมเข้ามาในสังคมไทย ไปถึงระดับผู้กำหนดนโยบายและนักการเมือง งานด้านความเท่าเทียมทางเพศที่ทำมาจะเดินหน้าอย่างไรต่อ
จากการวิเคราะห์ของผู้ร่วมกิจกรรมระบุว่า “นโยบายเหล่านี้ของทรัมป์อาจออกมาเพื่อปิดบังระบบทุนนิยมผูกขาดในสหรัฐฯ เพื่อให้คนทั่วไปจับจ้องที่การแสดงออกของทรัมป์ซึ่งสวนทางกับหลักการสิทธิมนุษยชน ทำให้โครงสร้างผลประโยชน์แบบทุนนิยมผูกขาดในสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อไป เพราะภาคเอกชนที่เห็นด้วยและสนับสนุนทรัมป์ก็เป็นทุนนิยมผูกขาด … สิ่งนี้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดการขยายตัวของโมเดลทางนโยบายที่ไม่ยอมรับทุกความแตกต่างหลากหลาย
ไม่ใช่เพียงการร่วมเฝ้าจับตานโยบายทางการเมือง แต่สำหรับด้านการสาธารณสุข แม้ประเทศไทยเรายังสามารถจ่ายต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี ได้แก่ ยา PrEP และ ยา PEP ได้ต่อ รวมถึงยังสามารถให้บริการการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ ด้วยการสนับสนุนของสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่การไม่มี USAID และ แผนฉุกเฉินของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสำหรับการบรรเทาทุกข์โรคเอดส์ (PEPFAR) อาจทำให้ประเทศไทยไม่มีนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพในประเทศไทย และแนวคิดเหล่านี้ยังอาจส่งเสริมให้ผู้กำหนดนโยบายในฝั่งอนุรักษ์นิยม ทำตามนโยบายของทรัมป์

ผลกระทบอีกด้าน คือ มีการลบเนื้อหาเรื่องเอชไอวีและสิทธิประกันสุขภาพในเว็บไซต์ของทางการสหรัฐฯ ปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับยา PrEP มีการนิรโทษกรรมนักกิจกรรมที่ต่อต้านการทำแท้ง พยายามติดตามผู้ที่ทำแท้ง และฟ้องต่อเนื่องคล้ายความพยายามคุกคามเสรีภาพ
ในท้ายที่สุด นี่จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโลกในยุคนโยบายนายทรัมป์ ที่สะท้อนความถดถอยของประชาธิปไตย และการสรา้งสันติภาพโลกที่ดำรงด้วยความแตกต่างหลากหลาย แต่มีข้อเสนอสำคัญที่เกิดขึ้นในการกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวภายใต้สถานการร์นี้ คือ การทำให้ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐของตนได้ร่วมแสดงจุดยืนและวิสัยทัศน์ในการดูแลระบบสุขภาพของประชากรในประเทศระยะยาว
เพราะการละเมิดสิทธิ - เลือกปฏิบัติที่กำลังเกิดขึ้น ไม่สามารถปล่อยให้เป็นสิ่งที่กระทำได้ หลังจากนี้จึงมีความพยายามในการเคลื่อนไหวและแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างเป็นทางการเริ่มต้นจากในประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรขอชวนทุกท่านร่วมจับตาติดตาม