เมื่อกฎหมายและนโยบาย กลายเป็นกำแพงขวางกั้นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

ในปัจจุบัน ยังมีหลายกรณีที่กฎหมายและนโยบายทางสังคมกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้บุคคลบางกลุ่มถูกกีดกันจากสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งที่พวกเขามีความสามารถและศักยภาพไม่ต่างจากคนอื่น ๆ

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กฎ ก.ตร. ที่ไม่รับผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยเอดส์เข้ารับราชการตำรวจ  โดยพิจารณาจากผลเลือด แทนที่จะดูที่ความสามารถของผู้สมัคร นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงแค่ลดโอกาสของบุคคล แต่ยังทำให้สังคมสูญเสียศักยภาพของคนจำนวนมากไปโดยไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย ได้จัด “การประชุมหารือเพื่อแก้ไขกฎหมายและนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน” โดยมุ่งเน้นสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี/เอดส์ และกฎหมายยาเสพติด มีผู้เข้าร่วมจาก ทั้งนักกฏหมายด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้ใช้สารเสพติด และกรรมสิทธิมนุษยชน ร่วมหารือ

ในเวทีมีการอภิปรายถึงการใช้สิทธิทางกฎหมาย เช่น การยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อทบทวนว่าเงื่อนไขด้านสุขภาพตามกฎ ก.ตร. อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางร่างกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล เครือญาติ สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษา หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้”

ในอีกด้านหนึ่ง ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ยังคงกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้เสพและผู้ครอบครองเพื่อเสพ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ใช้สารเสพติดกลายเป็นอาชญากร ทั้งที่ในความเป็นจริง การใช้สารเสพติดไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ความผิด” หากแต่เป็นประเด็นด้านสุขภาพสาธารณะที่ควรได้รับการดูแล สนับสนุน และลดอันตรายอย่างเหมาะสม

มาตรการลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm Reduction) จึงเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปรายในเวทีนี้ โดยมีการเสนอให้บรรจุหลักการดังกล่าวไว้ในตัวบทกฎหมาย เพื่อส่งเสริมแนวทางป้องกันและดูแลที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่เน้นการลงโทษทางอาญา และคำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งผู้ใช้สารเสพติด ครอบครัว และสังคมโดยรวม “การลดอันตรายคือ นโยบาย แผนงาน และแนวทางการดำเนินงาน ที่มุ่งลดผลกระทบเชิงลบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ จากการใช้ยาที่มีผลต่อจิตประสาท ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องลดการใช้ยา”

คำถามที่เกิดขึ้นจากเวทีนี้คือ “เราจะปรับเปลี่ยนกฎหมายและนโยบายเหล่านี้ให้เปิดกว้าง และให้โอกาสกับทุกคนได้อย่างไร?” โดยไม่ให้ “ผลเลือด” หรือ “การใช้สารเสพติด” กลายเป็นเงื่อนไขที่ปิดกั้นความเป็นมนุษย์ หรือเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรเป็นจุดเริ่มต้นของทุกกฎหมายและนโยบายในสังคม