มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
แม้เป็นแค่เพียงการด่าทอกัน จากบุคคลที่ฝ่ายหนึ่งอาจไม่อยู่ในภาวะยับยั้งชั่งใจ หรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ กรณี IG เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ นักแสดงสาวลงสตอรี่ผรุสวาทกราดข้อความใส่ แรปเปอร์หนุ่ม โต้ง ทูพี และบุคคลที่ 3 แต่บางภาพบางข้อความโดยเฉาะ “Next HIV Bitch” นั้น นำมาซึ่งการตอกย้ำซ้ำเติมความเข้าใจผิดบางประการต่อผู้มีเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างมาก
เพราะการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ≠ ติดเชื้อเอชไอวี
การมีอาชีพพนักงานบริการ (กะหรี่เสียงสูง ตามโพสต์ของพลอย) ≠ ติดเชื้อเอชไอวี
แม้พฤติกรรมดังกล่าว อาจนำมาซึ่งความเสี่ยง ของการได้รับเชื้อฯ แต่การสื่อสารถึงพฤติกรรมมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นนอกเหนือความสัมพันธ์แล้วต้องติดเชื้อเอชไอวี นั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ “ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง” โดยเฉพาะหากเพศสัมพันธ์ในครั้งนั้น ๆ ได้รับการป้องกัน (ใช้ถุงยางอนามัย การรับประทานยา PrEp)
อย่างที่ทราบกันดีว่า ช่องทางการติดต่อของเอชไอวีนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากเลือด และสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด น้ำลาย เสมหะ หรือแม้แต่น้ำนมแม่ ซึ่งนอกจากแหล่งที่มาแล้วยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบเรื่องคุณภาพของเชื้อด้วยนั้น จึงเป็นการด่วนตัดสิน หากบอกว่า บุคคลที่มีพฤติกรรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

สำหรับดราม่าที่เกิดขึ้นนั้น ผิดถูกหรือจะชอบใจฝั่งใดก็เป็นไปตามกระแส แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทราบคือ ปัจจุบันผู้มีเชื้อเอชไอวีจำนวนมากยังต้องเผชิญกับการถูกรังเกียจ กีดกัน ทั้งด้านการทำงานและการอยู่ร่วมในสังคม ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของผู้มีเชื้อเอชไอวี ที่ได้รับเชื้อฯ มาจากพฤติกรรมทางเพศ/เพศสัมพันธ์ นั่นยิ่งตอกย้ำข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ≠ ติดเชื้อเอชไอวี
ในเมื่อปัจจุบันเรามีพุธศักราชกันมา 2568 ปี แล้ว แต่ทำไมการผลิตคำต่อว่าด่าทอโดยเฉพาะเมื่อด่ากันแค่สองสามคนยังต้องลากเอา “เรื่องคนอื่น” ที่มิได้เกี่ยวข้องอย่าง ผู้อยู่กับเอชไอวี เข้าไปผสมโลงลงในข้อความที่สร้างความเกลียดชังด้วย และในเมื่อโลกนี้มีเป็นหลายร้อยพันภาษา เราจะสรรหาคำด่าที่เท่ cool ดูเจ็บ ให้อีกฝ่ายจำมากกว่าการเอาเรื่องโรคของคนบางกลุ่มบางคนมาตอกย้ำซ้ำเติมกันไม่ได้เชียวหรือ ?