เยี่ยงอย่างขององค์กรที่ผดุงความยุติธรรม แต่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

เยี่ยงอย่างขององค์กรที่ผดุงความยุติธรรม แต่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม : ถึงวันนี้ฟ้าไม่สีทองผ่องอำไพ แต่ใครที่ถูกตัดสิทธิสอบรับราชการตำรวจด้วยเหตุแห่งความเป็นผู้มีเอชไอวี ขอเชิญชวนมาร่วมกับเรา ในการใช้กลไกทางปกครองและกฎหมายทลายกำแพงนโยบายสตช.

(1) ตัวอย่างองค์กรล้มเหลว - ภาระหน้าที่ซ้ำซ้อน – วัฒนธรรมองค์กรซ้ำซาก ปราศจากการปรับตัว

เมื่อคุณถาม AI เรื่องปัจจัยที่นำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารจัดการองค์กรมีอะไรบ้าง จะพบคำหลายด้านทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญได้แก่ การขาดวิสัยทัศน์ การวางแผนที่ไม่ดี การสื่อสารที่ผิดพลาด การขาดภาวะผู้นำ วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมาะสม การจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดี และการขาดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ... นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ถูกวิเคราะห์ออกมา แต่ "บังเอิญ" ไปสอดคล้องกับสถานการณ์ของหลายองค์กรได้อย่างพอเหมาะพอดี

ขณะนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเปิดสอบบุคคลภายนอกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจซึ่งกลายเป็นเหมือนเทศกาลประจำปี หรืออาจมีการเปิดมากกว่า 1 รอบในปีเดียวกัน จำนวนนับของอัตรากำลังพลที่มาจากเส้นทางนี้จึง “ไม่หวาดไม่ไหว” ที่จะนับ โดยรวมเป็นองค์กรที่มีอัตรากำลังมากกว่า 210,000 ราย (แต่ไม่เกิน 230,000) หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของข้าราชการพลเรือนทั้งหมด

รวมทั้งเป็นหน่วยงานหลักในการใช้บังคับกฎหมาย ตรวจตรา เฝ้าระวัง และดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมาย แต่จากการรับสมัครสอบที่ผ่านมา กลับกลายเป็น “องค์กรที่ไม่สนใจฟังอีร้าค่าอีลมอุดมนโยบายกีดกันบุคคลที่มีความแตกต่างหลากหลายแห่งชาติ” ไปเสียแล้ว โดยเฉพาะกับเรื่อง การกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนกับผู้มีเชื้อเอชไอวี ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 (ปรับปรุง 2566 - แต่ก็คงข้อห้ามที่สุ่มเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติไว้อยู่ดี) ที่เลือกปฏิบัติกีดกันกลุ่มคนด้วยเหตุแห่งเพศ และเอชไอวี (ภายหลังจากที่โดนตั้งคำถาม เริ่มมีการเปิดสอบพนักงานสอบสวนหญิง หลังจากที่รับแต่เพศชายจนเคยตัว)

โดยต้องขีดเส้นใต้ บัญชีโรค อาการ ภาวะอื่นใด หรือมีลักษณะต้องห้ามไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ตามบัญชีแนบท้ายที่ระบุ “ผู้สมัครต้องไม่เป็นโรคหรืออาการ” โรคเอดส์ และ/หรือติดเชื้อเอชไอวี (HIV)

(2) เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ! หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แนะ “ยกเลิกเงื่อนไขเลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวี” แต่ไร้วี่แววแก้ไข

เป็นเวลา 2 ครั้ง 2 ครา ซึ่งอาจมากกว่านั้นในรายละเอียดที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ชี้แนะและออกรายงานผลการตรวจสอบ ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 มีการวินิจฉัยว่ากฎ ก.ตร. 2547 มีข้อกำหนดอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยโรงพยาบาลตำรวจอ้างว่า ไม่สามารถดำเนินการตามข้อเสนอแนะและรายงานผลการตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมแล้ว

อีกครั้งเมื่อ 3 กันยายน พ.ศ.2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ให้พิจารณายกเลิกคำว่า โรคเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในบัญชีโรค อาการ ภาวะอื่นใด หรือมีลักษณะต้องห้าม ที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจฯ รวมทั้งห้ามกำหนดนโยบายโยกย้ายข้าราชการตำรวจผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือมีการสั่งพักราชการ หรือให้ออกจากราชการ หรือไล่ออกจากราชการ ด้วยเหตุแห่งการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ...

แต่ก็เหมือนกับตอนจบของละครที่คาดเดาง่าย เมื่อองค์กรตำรวจนอกจากผดุงความยุติธรรมแล้ว ยังแบกรับวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมาะสมเอาไว้คู่กับดาวบนบ่าด้วย จึงไม่มีแม้แต่วี่แววจะแก้ไข จนกระทั่งวาระเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจกลับมาอีกครั้งในช่วงเวลานี้ (ใครสนใจลองค้นหาข้อมูลและไปสมัครกันได้ เขารับออนไลน์จนถึง 8 สิงหาคม)

(3) เสียใจได้เป็นร้อยครั้ง แต่ถึงเวลาแล้วที่ต้องมาร่วมกันหาทางส่งเสียง เพื่อไม่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเยี่ยงอย่างของการเลือกปฏิบัติ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย ได้รับเรื่องร้องเรียนและการขอความช่วยเหลือโดยเฉพาะการกระทำละเมิดสิทธิที่เกี่ยวกับเอชไอวีไม่น้อยกว่า 200 เรื่อง แต่หากแจกแจงความเดือดร้อนของผู้คนแล้ว ไม่ใช่จำนวนเพียงหยิบมือ โดยเฉพาะกับ “นโยบายการบังคับตรวจเอชไอวี” ทั้งจากองค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐ รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เพราะความฝันในการเข้ารับราชการ ถือเป็นหนึ่งแบบแผนของครอบครัวที่สมบูรณ์ การสมัครสอบรับราชการครั้งใด จึงหมายถึงความหวัง ความฝันของคนมากกว่า 1 อยู่เสมอ แต่ทุกปีไปจะต้องมี “ฝันที่ถูกทำร้าย” โดยตั้งใจจากน้ำมือขององค์กรที่ขาดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

วันนี้ จึงขออ้างคำขวัญที่ว่า “บ่นร้อยครั้ง ไม่เท่าร้องทุกข์ครั้งเดียว” เมื่อมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย จะขอใช้สิทธิภายใต้ช่องทางตามกฎหมายและกระบวนการประชาธิปไตยในฐานะประชาชน - ภาคประชาสังคม ดำเนินการเพื่อตอบโต้ต่อนโยบายที่ไม่เป็นธรรม

ตลอดทั้งเดือนนี้ หากบุคคลผู้สมัครสอบตำรวจท่านใด ได้รับผลกระทบและถูกตัดสิทธิด้วยเหตุผลของ ความเป็นผู้มีเชื้อเอชไอวี สามารถแสดงตนมาร่วมกับเรา ในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ พิจารณา ไต่สวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งแก่ตัวท่านเอง และเป็นบรรทัดฐานแห่งการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมที่ “เคารพ” ความแตกต่างหลากหลายและไม่เลือกปฏิบัติ

มูลนิธิฯ จะจัดให้มีทนายความและนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ ในการดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้กฎหมาย ท่านที่ประสงค์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทลายอคติและการเลือกปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้หมดสิ้นไป เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของความอยุติธรรม สามารถติดต่อมาได้ที่ “บ้านเสมอ” โทร 083-543-3608 หรือ Line @baansamer (https://lin.ee/SmTSpST)

.

.

เช่นกันกับการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นต้นธารให้บุคลากรข้าราชการได้แสดงความอหังการ์ โดยเฉพาะ ในหมวด 3 เรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย กับวรรคท้ายซึ่งควรตัดทิ้งเนื่องจากเป็นการให้อภิสิทธิ “กลุ่มคน” เหนือ “สิทธิมนุษยชน” ภายใต้ข้ออ้างด้านจริยธรรม