เลือกตั้ง 69 ผู้ใช้ยาเสพติดเป็นแค่วัตถุทางนโยบาย

เลือกตั้ง 69 ผู้ใช้ยาเสพติดเป็นแค่ “วัตถุทางนโยบาย” พรรคการเมืองยังมองข้ามประเด็น สาธารณสุข – การบำบัดเชิงสังคม - การลดอันตราย มุ่งแต่พิชิตปราบปรามหวังคะแนนเสียงประชาชน แต่เมื่อย้อนมองข้อเท็จจริง รัฐบาลไหนก็ไม่เคย “ขจัดสิ้นยาเสพติด”

ในการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ แต่พรรคการเมืองไทยได้ยื่น นโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อใช้หาเสียงตามกฎหมายพรรคการเมือง (มาตรา 57) รวมทั้งนโยบายด้านยาเสพติด/การปราบปรามยาเสพติด ของหลายพรรคที่มีการเผยแพร่หรือประกาศชัดเจน

เมื่อได้ลองตรวจสอบพบว่าหลายพรรคเริ่มให้ความสำคัญกับการ “บำบัด-คัดแยก” ผู้เสพออกจากผู้ค้า เช่น แยกผู้เสพ ออกจากผู้ค้า สมัครใจบำบัด ไม่ติดประวัติอาชญากรรม (พรรคประชาธิปัตย์), นโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด (พรรคภูมิใจไทย), แยกผู้ค้ารายใหญ่ออกนอกระบบประเทศ คุมขังในเรือนจำความมั่นคงสูง (พรรครวมไทยสร้างชาติ), ยึดเอาทรัพย์ผู้ค้ากลับมาใช้บำบัด หรือสร้างความปลอดภัยชุมชน (พรรคประชาชน), บำบัดเข้มข้น อย่างน้อย 1 ปี บำบัดให้สำเร็จ แล้วยาเสพติดจะหายไปเอง (พรรคกล้าธรรม) ส่วนของพรรคเพื่อไทยมีเพียง ยึดหลักผู้เสพคือผู้ป่วยและ เห็นด้วยกับศูนย์บำบัดทุกอำเภอ

นอกจากนั้นยังมีข้อแตกต่างในรายละเอียด คือ การควบคุม จำกัด ผู้ค้า พรรคการเมืองสีแดงมาในโทนนโยบาย Seal–Stop–Safe ปิดจุดเสี่ยงเหนือ–อีสาน–ตะวันตก ตั้งรางวัลนำจับยึดทรัพย์ตัวการ คล้ายกับพรรคสีฟ้าที่จะเพิ่มเติมเรื่องแพลตฟอร์มรับแจ้งข้อมูลความปลอดภัยสูง ด้านพรรครัฐบาลชั่วคราวสีน้ำเงินขายฝัน สร้าง “กำแพงประเทศ” รอบด้าน (ป้องกันยาเสพติด–ของเถื่อน–แรงงานผิดกฎหมาย) ซึ่งไปคนละทางกับพรรคส้มที่จะใช้ Smart Border: โดรน เซนเซอร์ AI ควบคู่กับแนวทางความร่วมมืออาเซียน + UNODC กดดันแหล่งผลิตในภูมิภาค และมีการปฏิรูประบบยุติธรรมตำรวจ เพื่อไม่ให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ปกป้องผู้ค้า

จากสิ่งที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่า พรรคการเมืองและอนาคตฝ่ายบริหาร ยังถือว่าปัญหาเช่นยาเสพติดเป็น “ประเด็นสังคม” มากกว่าต้องกำหนดนโยบายดำเนินการแยกให้ชัดเจน เฉกเช่นเรื่องเศรษฐกิจหรือสวัสดิการ จึงอาจทำให้การดำเนินการที่เกี่ยวข้องไม่ถูกให้ความสำคัญ มากไปกว่านั้นคือ การมองข้ามประเด็น สาธารณสุข/การบำบัดเชิงสังคมของผู้ใช้ยา รวมทั้งการดำเนินนโยบายลดอันตราย (Harm Reduction) ในแผนการรณรงค์หาเสียง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ยาเสพติดในประเทศซึ่งมีมากกว่า 1.8 ล้านคน* และมักเน้นการปราบปรามทางอาญาแทน

การ “แตะสาธารณสุขแค่ผิว” แต่ยังไม่ยอมขยับโครงสร้างความคิดหลัก ให้ออกไปจากกรอบมุ่งดำเนินคดีอาญา ไม่กล้าปริปากพูดเรื่องประวัติอาชญากรรม จึงทำให้พรรคการเมืองจำนวนมากใช้คำว่า “บำบัด” อย่างฟุ่มเฟือย โดยมองไม่เห็นว่าแนวทาง “บังคับบำบัด” แบบปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างแท้จริง เพราะการบำบัดในวาทกรรมของรัฐ เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการปราบปราม ไม่ใช่ในฐานะ “สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้ยาฯ” การคัดแยกผู้เสพออกจากผู้ค้า แม้จะดูเหมือนก้าวหน้า แต่เมื่อยังผูกอยู่กับระบบควบคุม ตรวจสอบ และเงื่อนไขของรัฐก็ยังไม่หลุดจากตรรกะ “รัฐจะให้ความเมตตาถ้าคุณเชื่อฟัง” มากกว่าการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง การลดอันตราย (Harm Reduction) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการเสียชีวิต ลดการติดเชื้อ HIV/ไวรัสตับอักเสบ และลดภาระระบบยุติธรรม กลับแทบไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายหาเสียงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นบริการเข็มสะอาด ห้องใช้ยาปลอดภัย การเข้าถึงยาทดแทน หรือการดูแลสุขภาพจิตระยะยาว ประเด็นเหล่านี้ถูกทำให้เงียบ เพราะไม่ “ขายเสียง” และขัดกับวาทกรรมศีลธรรมแบบรัฐนิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

ยิ่งไปกว่านั้น หลายนโยบายยังคงมองปัญหายาเสพติดแบบตัดขาดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองชายแดน และการคอร์รัปชันของรัฐเอง การพูดถึง Smart Border, กำแพงประเทศ หรือเทคโนโลยีความมั่นคงขั้นสูง อาจฟังดูทันสมัย แต่หากไม่พูดถึงผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น การปฏิรูปตำรวจ ศุลกากร ทหาร และระบบยุติธรรมที่เป็นช่องทางหล่อเลี้ยงเครือข่ายยาเสพติด นโยบายเหล่านี้ก็เป็นเพียง “ฉากหน้าไฮเทค” ที่ไม่กระทบตัวปัญหาที่แท้จริง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่ผู้ใช้ยาเสพติดในประเทศยังคงถูกทำให้เป็น “วัตถุทางนโยบาย” มากกว่าเจ้าของสิทธิ ไม่มีพรรคใดพูดชัดว่า ผู้ใช้ยาควรมีสิทธิเลือกการบำบัด สิทธิไม่ถูกบังคับ สิทธิไม่ถูกตีตรา และสิทธิในการใช้ชีวิตโดยไม่ถูกคุกคามจากรัฐ นี่สะท้อนว่า แม้จะมีการเปลี่ยนถ้อยคำจาก “ปราบ” เป็น “ดูแล” แต่จินตนาการทางการเมืองของพรรคส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึงสังคมที่ไม่ลงโทษความเปราะบาง

สุดท้ายแล้ว นโยบายยาเสพติดในการเลือกตั้ง 2569 จึงยังเป็นสนามของการประนีประนอมระหว่าง ความกลัวของสังคม กับ ความกล้าของพรรคการเมืองที่จะทำสิ่งใหม่เมื่อสิ่งเดิมที่ยึดถือไม่ได้ผล และดูเหมือนว่าความกล้ายังมีน้อยกว่าความกลัว พรรคการเมืองจำนวนมากเลือกทางปลอดภัย(Paly safe) เลือกภาษาที่ไม่ท้าทายศีลธรรมกระแสหลัก และเลือกการปราบปรามทางอาญาเป็นคำตอบสำเร็จรูป ทั้งที่ข้อเท็จจริงพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า มันไม่เคยแก้ปัญหาได้จริง

หากท่านก็ยังเป็นหนึ่งคนที่คิดว่า “ต้องปราบให้หนักกว่านี้ เดี๋ยวมันก็หาย” อาจหมายถึงการเชื่อสิ่งเดียวกับที่รัฐทำมาแล้วหลายสิบปี ซึ่งผลลัพธ์มันก็อยู่ตรงหน้า ยาไม่ลด คนล้นคุก งบประมาณหาย ความรุนแรงจากผู้บังคับใช้กฎหมายถูกทำให้ชอบธรรม การตั้งคำถามกับสงครามยาเสพติดไม่ใช่การเข้าข้างยา แต่คือการไม่ยอมรับนโยบายที่ล้มเหลวซ้ำซาก หากนโยบายหนึ่งใช้มา 20–30 ปีแล้วยังให้ผลแบบเดิม การดันทุรังใช้ต่อไม่เรียกว่าเข้มแข็ง แต่เรียกว่าไม่กล้ายอมรับความจริง จนถึงเวลาต้องเปิดรับแนวทางนโยบายแบบใหม่ !

______________

* รายงานจาก UNODC - สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งไม่รวมผู้ใช้กัญญาอีก 1.5 ล้านคน