มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
มากกว่าการเลิกยา คือการเหลือชีวิตไว้ให้เริ่มต้นใหม่ นี่คือหัวใจสำคัญของ Harm Reduction ในการยอมรับความจริงที่ว่า การหยุดใช้ยาในทันทีอาจไม่ใช่เป้าหมายที่ผู้เสพทุกคนจะทำได้ในวันนี้ แต่ผู้เสพทุกคนมีสิทธิที่จะไม่เจ็บป่วยและไม่ตายจากการใช้ยา เพราะการลดอันตรายไม่ใช่เรื่องสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมในสังคม
เมื่อเราเริ่มฟังเสียงของผู้ที่เผชิญกับปัญหาจริงๆ เราจะพบว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่คำสั่งให้เลิกในทันที แต่คือความเข้าใจ พื้นที่ปลอดภัย และมือที่ยื่นมาดึงพวกเขาไว้ไม่ให้จมลงไปในทะเลแห่งความสิ้นหวัง...
หลักการ Harm Reduction (การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด) เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มนโยบายด้านยาเสพติดและสาธารณสุข โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีมากกว่าหนึ่งร้อยประเทศที่ระบุเรื่องการลดอันตรายไว้ในนโยบายระดับชาติอย่างเป็นทางการ บางประเทศมีนโยบายยกเลิกความผิดทางอาญาสำหรับผู้เสพและเน้นการลดอันตรายฯ แทน บางประเทศมีห้องฉีดยาปลอดภัย โดยอนุญาตให้ผู้ใช้ยาเสพติดสามารถใช้ยาได้ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด
แล้วประเทศไทย ?
สำหรับประเทศไทยมีการบรรจุแนวทางนี้ไว้ในกฎหมาย/นโยบาย โดยมีการระบุเรื่อง Harm Reduction ไว้ในนโยบายยาเสพติดแห่งชาติ แต่ในตัวบทกฎหมายกลับระบุเรื่องนี้ไว้น้อยมาก รวมทั้งยังมีความไม่ชัดเจนในเชิงปฏิบัติซึ่งเป็นผลมาจากรอยต่อระหว่างแนวคิดเรื่องความมั่นคงและแนวคิดเรื่องสาธารณสุข

แม้ในประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 จะเน้นหลักการ "ผู้เสพคือผู้ป่วย" มากขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้าง กฎหมายไทยยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมยาเสพติดว่า "เป็นภัยความมั่นคง"
ดังนั้น หลักการลดอันตรายฯ ไม่ว่าจะเป็นการแจกเข็มสะอาดหรือการอนุญาตให้มีสถานบริการฉีดยาปลอดภัยจึงขัดกับองค์ประกอบของความผิด ในข้อหา "การครอบครอง" หรือ "การสนับสนุนให้มีการใช้ยา" ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายอาญา ซึ่งส่งผลให้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และผู้ให้บริการสุขภาพที่แจกเข็มสะอาดและอุปกรณ์ลดอันตรายอาจถูกมองว่า "สนับสนุนการใช้ยา ที่เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย" หากไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ที่สำคัญในเชิงนโยบาย การระบุเรื่องการลดอันตรายไว้ในข้อกฎหมาย อาจถูกตีความผิดว่าเป็นการส่งเสริมให้คนใช้ยาได้
26 มีนาคม : มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย ได้จัดการประชุมคณะทำงานด้านยาเสพติดขึ้นเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหาและอุปสรรคหลังจากที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มีผลบังคับใช้มาแล้วประมาณ 4 ปี (นับจากวันที่ประกาศใช้ 9 ธ.ค.2564)
กฎหมายฉบับนี้ได้พยายามเปลี่ยนทิศทางจาก "การปราบปราม" มาเป็นการ "บำบัดรักษา" โดยมีการยกเลิกโทษจำคุกขั้นต่ำในบางข้อหา และเปิดโอกาสให้ผู้เสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดแทนการรับโทษทางอาญา แม้หลักการจะดูดี แต่ในทางปฏิบัติกลับพบอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะนิยามของการลดอันตรายฯ (Harm Reduction) ที่หายไป ไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนทำให้ยังคงมีความเสี่ยงในแง่ของข้อกฎหมายว่าการให้บริการสุขภาพบางบริการอาจเป็นการสนับสนุนการใช้ยาได้
คณะทำงานจึงต้องการผลักดันให้ Harm Reduction เป็นสิทธิพื้นฐานทางกฎหมายที่รัฐต้องจัดให้มี เปลี่ยนสถานะของผู้ใช้ยาจากการถูกปราบปรามมาเป็นผู้รับบริการสุขภาพ ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการจากการจองจำพวกเขาไว้ในคุกที่แออัดมาเป็นการเยียวยาเพื่อสร้างชีวิตใหม่ ผลักดันให้มีการยกเลิกโทษทางอาญาสำหรับการครอบครองเสพ และครอบครองเพื่อเสพ รวมถึงดึงผู้ใช้ยาให้เข้าสู่ระบบสาธารณสุข และที่สำคัญคือ การผลักดันให้ Harm Reduction ถูกบรรจุเป็นหมวดเฉพาะในประมวลกฎหมายยาเสพติด

เปลี่ยนฎหมายที่ไล่ล่า สู่กฎหมายที่เยียวยา
มาร่วมกันผลักดันให้นำหลักการลดอันตรายมาเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาหลัก รวมถึงการยกเลิกโทษทางอาญาแก่ผู้เสพ และครอบครองเพื่อเสพ เพื่อยำ้ถึงการนำแนวคิดด้านสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชนมาปรับใช้อย่างจริงจัง
ถึงเวลาปลดล็อค 'อคติ'
มอง Harm Reduction ผ่านหัวใจ
เพราะเขาคือลูก คือพี่ คือน้อง คือเพื่อน คือคนในครอบครัว
"หากยังหยุดไม่ได้ ให้เริ่มที่การดูแลตัวเองให้ปลอดภัย"
Written by NYD