ก้าวข้ามอคติสู่ Inclusive Workplace : U=U

ก้าวข้ามอคติสู่ Inclusive Workplace : U=Uพลังแห่งความรู้สู่การสร้างองค์กรที่เท่าเทียมและปราศจากการตีตราเลือกปฏิบัติ

มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) ,มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โดยการสนับสนุนจากกองทุนโลก (Global fund) ดำเนินโครงการสำรวจความรู้และทัศนคติเรื่องเอชไอวีในสถานที่ทำงาน ภายใต้แนวคิด "U=U (Undetectable=Untransmittable) หรือ ตรวจไม่พบ = ไม่ส่งต่อเชื้อ"

โครงการนี้มุ่งหวังที่จะใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างกลยุทธ์และมาตรการที่เหมาะสมในการขจัดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานหรือ HIV Stigma-free Workplace ที่นำไปสู่ Inclusive Workplace ให้เกิดขึ้นจริง โดยการสำรวจนี้ครอบคลุมหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และภาคประชาสังคม รวม 10 องค์กร ได้แก่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, การยางแห่งประเทศไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย, สำนักอนามัยกรุงเทพฯ, สำนักงานเขตคลองสาน, สำนักพัฒนาสังคม, บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด, มูลนิธิศุถนิมิตแห่งประเทศไทย, โรงแรมทีเค.พาเลซฯ และโรงแรมเดอะเพนนินซูลากรุงเทพ

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลในทางปฏิบัติ คณะทำงานจึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นร่วมกับ 10 องค์กรดังกล่าวและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และออกแบบกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เอชไอวีไม่ใช่กำแพงในการทำงานอีกต่อไป และปลดล็อคให้บุคลากรทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมและมีเกียรติในสังคมการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน โดยแก่นแท้ของเรื่องนี้คือการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคนอย่างเท่าเทียม การปล่อยให้อคติเข้ามาครอบงำจนเกิดการกีดกันผู้มีเอชไอวีออกจากระบบงานหรือสังคม ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายโอกาสของคนๆ หนึ่ง แต่ยังส่งผลให้องค์กรและประเทศชาติสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีศักยภาพในการขับเคลื่อนส่วนรวมไปอย่างน่าเสียดาย

ก้าวสำคัญสู่การเป็นองค์กรที่เท่าเทียม เปิดรับความหลากหลายและลดการเลือกปฏิบัติ (Inclusive Workplace)

>>มีนโยบายรับสมัครงานที่เท่าเทียม : องค์กรต้องประกาศจุดยืนชัดเจนว่าสถานะเอชไอวีไม่มีผลต่อการพิจารณารับเข้าทำงาน และต้อง "ยกเลิกการบังคับตรวจหาเชื้อเอชไอวี" ทั้งก่อนรับเข้าทำงานและระหว่างการทำงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ความเป็นส่วนตัว และแสดงถึงธรรมาภิบาลขององค์กร รวมทั้งพนักงานทุกคนต้องมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การเติบโต และการพิจารณาผลงานอย่างเท่าเทียม โดยไม่ใช้สถานะสุขภาพและอคติส่วนตัวมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน

>>การคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม : สร้างสภาพแวดล้อมที่คุ้มครองสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกไปจนถึงการปฏิบัติงานประจำวัน รวมถึงการเก็บรักษาข้อมูลสุขภาพของพนักงานเป็นความลับสูงสุด เพื่อลดความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นว่าพนักงานทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพอย่างเท่าเทียม

>>ปรับเปลี่ยนมุมมองด้วยข้อเท็จจริง : ใช้หลักการ U=U เพื่อยืนยันว่าผู้มีเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ การละทิ้งมายาคติเดิม ๆ แล้วแทนที่ด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้ผู้มีเอชไอวีเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างสง่าผ่าเผย

>>การยอมรับความแตกต่าง : ทุกคนเป็นตัวเองได้ โดยไม่ต้องปกปิดตัวตนหรือสถานะบางอย่างเพื่อความปลอดภัยในหน้าที่การงาน องค์กรต้องมองว่าความหลากหลายคือจุดแข็งที่จะช่วยสร้างมุมมองและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้

>>ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง : ไม่ใช่แค่การรับคนหลากหลายเข้ามาทำงาน แต่ต้องทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและทีมจริงๆ มีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความคิดเห็น และได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภายในที่คุ้มครองสิทธิของทุกคน

การให้ความสำคัญและเคารพความแตกต่างของคนทุกคน คือหัวใจสำคัญของ Inclusive Workplace คนทำงานที่มีคุณภาพจะเลือกอยู่กับองค์กรที่เคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะพนักงานจะรู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกตีตรา...

Inclusive Workplace ไม่ใช่แค่การ "อยู่ร่วมกัน" แต่คือการ "อยู่ร่วมกันอย่างมีเกียรติและเติบโตไปด้วยกัน" โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพราะอคติ

ท้ายนี้...เพื่อให้พลังแห่งความรู้เข้าถึงใจพนักงานทุกคนได้มากขึ้น ในแต่ละหน่วยงานได้มีการวางกลยุทธ์และแผนการดำเนิน รวมถึงการสนับสนุนข้ามหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยฐานความรู้ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และ ภายในงานได้มีการส่งมอบ "ทิชชู่รณรงค์ U=U" ให้แต่ละองค์กรนำไปส่งต่อภายในหน่วยงาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสร้างพื้นที่ทำงานที่เท่าเทียม การส่งมอบทิชชู่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้สิ่งของ แต่คือการส่งต่อคำมั่นสัญญาว่า "เราจะร่วมกันสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยและปราศจากอคติและการตีตรา" และพร้อมเปิดรับความหลากหลายอย่างแท้จริง เพราะเมื่อพนักงานมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ U=U กำแพงแห่งความกลัวจะถูกแทนที่ด้วยความปลอดภัยและเปลี่ยนให้องค์กรกลายเป็น Inclusive Workplace ที่เข้มแข็งและน่าอยู่สำหรับทุกคน