มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
คำว่า Decriminalization หรือการยกเลิกความผิดทางอาญาสำหรับพฤติกรรมบางประเภท เช่น การใช้หรือการครอบครองยาเสพติดในปริมาณเล็กน้อยเพื่อการเสพส่วนบุคคล โดยบังคับใช้มาตรการทางปกครอง สุขภาพ หรือสังคมแทน มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการ “ทำให้ยาเสพติดถูกกฎหมาย” หรือคิดไปไกลถึงการกล่าวว่านโยบายลักษณะนี้กำลังจะเปิดเสรีทางการค้ายาเสพติด แต่ในทางข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เพราะการค้ายาเสพติดยังคงเป็นความผิด และรัฐยังสามารถใช้กฎหมายอาญาในการดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ลำเลียง และเครือข่ายอาชญากรรมยาเสพติดได้ แต่การยึดติดกับแนวทาง "อาญานำหน้า" โดยไม่เห็นความเป็นไปได้อื่นกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติด การคงแนวทางการลงโทษทางอาญาไว้เช่นนี้ ได้สร้างภาระต่องบประมาณของรัฐอย่างมหาศาล โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดมากกว่า 207,742 คน และต้องใช้งบประมาณของรัฐไม่น้อยกว่า 20,012 ล้านบาทต่อปี
หลักฐานจากการจัดทำ Case Documentation ภายใต้โครงการ REFORM Thailand สะท้อนภาพความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้อย่างชัดเจน การที่กฎหมายเปิดช่องให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การตั้งข้อหาที่เกินสัดส่วน เช่น การเหมารวมผู้ใช้เป็นผู้ค้า หรือการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงทนายความ ในโครงการเดียวกันนี้ได้สำรวจผู้ใช้สารเสพติดโดยมี 25.8% ระบุว่าตนเองเคยถูกจำคุก และมีถึง 24.2% ที่เคยถูกจำคุกเพียงเพราะการครอบครองเพื่อเสพ นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่ถูกจำคุกจำนวนหนึ่งยังระบุว่าสามารถหลีกเลี่ยงการคุมขังได้ด้วยการ "เจรจา" กับเจ้าหน้าที่ (17.7%) หรือการจ่ายเงินโดยมิชอบ (9.7%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ดุลยพินิจที่ไม่โปร่งใสและความไม่เสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม

ในทางตรงกันข้าม ผลการสำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายส่วนใหญ่ถึง 78.1% ยังคงเห็นด้วยที่จะยึดแนวทางการลงโทษผู้เสพหรือผู้ใช้สารด้วยมาตรการทางอาญา เพราะมีความกังวลเรื่องที่ยาเสพติดจะแพร่ระบาดมากขึ้น (ร้อยละ 62.3) รวมทั้งเชื่อว่าอัตราอาชญากรรมในสังคมจะเพิ่มสูงขึ้นหากไม่มีโทษทางอาญา (ร้อยละ 48.6)
ดังนั้น เพื่อตอบคำถามนี้ ต้องเริ่มจากการแยกแยะให้ชัดเจนก่อนว่า การยกเลิกโทษทางอาญา (Decriminalization) ไม่ใช่ การทำให้ถูกกฎหมาย (Legalization) การยกเลิกโทษทางอาญาในบริบทนี้หมายถึงการยกเลิกโทษจำคุกสำหรับ "การใช้" และ "การครอบครองปริมาณเล็กน้อยหรือตามที่กำหนดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสพ"
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในระดับสากลคือ ประเทศโปรตุเกส ซึ่งได้ดำเนินการยกเลิกโทษทางอาญาสำหรับการใช้และครอบครองเพื่อเสพมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ซึ่งมีการกำหนด "ปริมาณสำหรับใช้ส่วนตัว" (ประมาณการใช้สำหรับ 10 วัน) หากพบผู้ครอบครองในปริมาณที่ต่ำกว่าเกณฑ์นี้ จะถือเป็นความผิดทางปกครองและถูกส่งตัวไปยังคณะกรรมการด้านสุขภาพเพื่อประเมินและให้คำปรึกษาแทนการส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญา ในขณะเดียวกัน การขายและการค้ายังคงเป็นอาชญากรรมร้ายแรง
งานศึกษาของ Caitlin Hughes และ Alex Stevens ซึ่งติดตามกรณีโปรตุเกส พบว่า หลังการปฏิรูปในปี 2001 ไม่ได้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการใช้ยาเสพติดหรือผลกระทบด้านอาชญากรรมตามที่มีความกังวล ตรงกันข้าม การปฏิรูปสัมพันธ์กับการลดปัญหาการใช้ยาในระดับที่เป็นอันตราย ลดผลกระทบด้านสุขภาพ และลดความแออัดของกระบวนการยุติธรรม
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ งานศึกษาของ Hannah Laqueur พบว่า หลังโปรตุเกสยกเลิกโทษอาญาสำหรับการใช้ยาเสพติด จำนวนการจับกุมในข้อหาค้ายาไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จำนวนผู้ที่ถูกพิพากษาและจำคุกในข้อหาค้ายากลับลดลงเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่การปฏิรูป
ข้อค้นพบนี้ไม่ได้แปลว่า “ยกเลิกโทษอาญาแล้วการค้ายาจะหายไป” แต่กำลังบอกสิ่งที่สำคัญกว่านั้นว่า เราไม่พบหลักฐานว่า การเลิกลงโทษผู้ใช้สารเป็นอาชญากรโดยอัตโนมัติทำให้ตลาดค้ายาขยายตัว เพราะ “ตลาดยา” ไม่ได้เกิดจากการจับผู้เสพเพียงอย่างเดียว
หากมองปัญหายาเสพติดในฐานะตลาดอาชญากรรม เราจะเห็นผู้เล่นหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายใหญ่ ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงผู้ซื้อหรือผู้ใช้ การใช้กฎหมายอาญากับทุกคนในห่วงโซ่ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะจัดการตลาดได้มีประสิทธิภาพที่สุด ในทางกลับกัน หากผู้ใช้สารไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา รัฐอาจสามารถแยกทรัพยากรและกำลังของกระบวนการยุติธรรมไปยัง ผู้ที่มีบทบาทในการจัดหาและควบคุมตลาดยา ได้ชัดเจนขึ้น และสิ่งสำคัญที่ต้องทราบร่วมกันในวันนี้คือ การกลัวความผิดทางอาญา ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดว่าคนจะใช้หรือไม่ใช้ยา
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม REFORM THAILAND PARTNERSHIP เสนอให้กฎหมายแยก “ผู้ใช้และผู้ครอบครองเพื่อเสพ” ออกจาก “ผู้ค้ายา” อย่างเป็นธรรมและชัดเจน ด้วยการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564
แม้ภายใต้กฎหมายเดิมจะเปิดช่องให้มีมาตรการเบี่ยงเบนคดีและการบำบัด แต่จากงานศึกษาของ REFORM Thailand ชี้ว่า ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาสำคัญ ทั้งการกำหนดปริมาณยาแบบเหมารวม การจำแนกระหว่างผู้ครอบครองเพื่อเสพกับผู้ค้า และการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวาง ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ใช้สารจำนวนหนึ่งยังคงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ขณะที่ระบบเรือนจำต้องแบกรับผู้ต้องขังคดียาเสพติดจำนวนมาก

ดังนั้น การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย จะคล้ายการปรับหางเสือให้ที่มุ่งแก้ไขปัญหายาเสพติดมุ่งตรงไปยังการปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด เพราะถ้าเป้าหมายคือการลดการค้ายา ลดอาชญากรรม ลดการใช้ยาอย่างเป็นอันตราย และทำให้สังคมปลอดภัยขึ้น สิ่งที่ควรเลือกไม่ใช่นโยบายที่ดู “แรง” ที่สุด (ประสบการณ์จากการทำสงครามยาเสพติดในประเทศไทยเองก็มีให้เห็น)
แม้การแก้ไขกฎหมายอาจไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมด แต่จะเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนจาก “อาญานำหน้า” ไปสู่ “สุขภาพนำหน้า” อย่างแท้จริง นอกเหนือจากการยกเลิกโทษอาญาสำหรับผู้ใช้แล้ว REFORM THAILAND PARTNERSHIP ยังสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญเพื่อสร้างทางออกที่ยั่งยืนเรื่องนี้ไว้เพิ่มเติมด้วยด้วย ได้แก่
ซึ่งทั้งหมดนั้นจะนำเสนอลำดับถัดไปในซีรีย์ ทำไมต้องยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายยาเสพติด