ความฝันที่ถูกพรากจากกฎ ก.ตร.

สอบผ่าน แต่ไม่ผ่าน! มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย พาผู้เสียหายร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีถูกปฏิเสธบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ เนื่องจากมีเอชไอวี

24 สิงหาคม 2569 มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) พาผู้เสียหายจากกรณีถูกปฏิเสธการบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ เนื่องจากมีเชื้อเอชไอวี เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และทบทวนกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้ “โรคเอดส์ และ/หรือ ติดเชื้อเอชไอวี” เป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ

สำหรับผู้เสียหายรายนี้ ความผิดหวังไม่ได้เกิดขึ้นจากการสอบไม่ผ่าน แต่เกิดขึ้นหลังจากเขาสอบข้อเขียนผ่านและมีสิทธิเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในขั้นต่อไป ก่อนจะถูกตัดสิทธิหลังการตรวจร่างกายและพบว่ามีเชื้อเอชไอวี

เจ้าตัวระบุว่า ความฝันที่จะเป็นตำรวจโดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดนเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน “หลังฝึกทหารมา 2 ปีเต็ม จากประสบการณ์ที่ได้เห็นความยากลำบากของผู้คน ทำให้ผมอยากทำงานที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน จึงสนใจและอยากเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด”

เส้นทางการสอบเริ่มต้นจากการสมัครนักเรียนนายสิบตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตามประกาศเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ก่อนที่เขาจะสอบข้อเขียนผ่านและเข้าสู่ขั้นตอนตรวจร่างกาย ทดสอบสุขภาพจิต ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 วันเดียวกันนั้นเขาได้รับแจ้งผลว่ามีเชื้อเอชไอวี จากนั้นจึงเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลอีกครั้ง

ต่อมา กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนประกาศรายชื่อผู้ไม่ผ่านการตรวจร่างกายและทดสอบสุขภาพจิตจำนวน 33 คน โดยมีชื่อของเขาอยู่ในรายชื่อดังกล่าว แม้ประกาศไม่ได้ระบุเหตุผลเฉพาะรายอย่างชัดเจน แต่หลักเกณฑ์การรับสมัครกำหนดให้การติดเชื้อเอชไอวีเป็นลักษณะต้องห้าม ทำให้เขาเชื่อว่าสถานะสุขภาพ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ถูกตัดสิทธิออกจากกระบวนการคัดเลือก

แทนที่จะก้มหน้ายอมรับผลดังกล่าว เขาและผู้ปกครองช่วยกันเขียนคำอุทธรณ์ด้วยตัวเอง ขอให้หน่วยงานทบทวนผลการตรวจร่างกายและการพิจารณาคุณสมบัติ แต่ท้ายที่สุดได้รับแจ้งผลยืนยันว่า ไม่ผ่านการตรวจร่างกายและถูกตัดสิทธิจากกระบวนการคัดเลือก

“ทางบ้านบอกตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องว่าให้ลองไปสอบสายงานอื่น ไม่ต้องเสียเวลากับกระบวนการที่อาจใช้เวลานาน และอาจเสียสุขภาพจิต แต่สำหรับเรา เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนอาชีพ แต่มันคือความไม่เป็นธรรมที่กีดกันเราออกจากความฝันหนึ่งเหมือนกัน”

การร้องเรียน จึงไม่ใช่เพียงเพื่อนำเรื่องของตัวเองมายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการนำคำถามที่ใหญ่กว่า คือ การมีเชื้อเอชไอวีนั้นเพียงพอที่จะตัดสินว่าบุคคลหนึ่งไม่มีคุณสมบัติในการเป็นตำรวจแล้วหรือ ?

จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ผู้เสียหายได้ร่วมกับตัวแทนมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) เดินทางมายื่นร้องเรียนที่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ ขอให้วินิจฉัยการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับยื่นคำร้องให้มีการส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศาลปกครองให้เพิกถอน กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้การติดเชื้อเอชไอวี เป็นลักษณะต้องห้าม

ในคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ขอให้มีตรวจสอบทั้งการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้กับผู้เสียหาย ซึ่งทำให้เขาไม่ผ่านการตรวจร่างกายและถูกตัดสิทธิ รวมถึงตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎ ก.ตร. พ.ศ. 2566 ในส่วนที่กำหนดให้โรคเอดส์ และ/หรือ ติดเชื้อเอชไอวีเป็นลักษณะต้องห้าม

ประเด็นสำคัญที่ผู้เสียหายได้หยิบยกขึ้นมา คือ รัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 27 รับรองความเสมอภาคและห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุแห่งสภาพทางกายหรือสุขภาพ ขณะที่การกำหนดสถานะเอชไอวีของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น เป็นลักษณะต้องห้ามโดยอัตโนมัติ ปิดโอกาสในพิจารณาความสามารถและสมรรถภาพของผู้สมัครอย่างเหมารวม การบังคับใช้กฎดังกล่าวจึงเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายเพียงรายเดียว โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเคยตรวจสอบกรณีบุคคลไม่ผ่านการตรวจร่างกายและถูกปฏิเสธการบรรจุเป็นตำรวจเนื่องจากมีเชื้อเอชไอวี และมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาแล้ว แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่ในกฎ ก.ตร.

โดยหลังจากพิจารณาเอกสารคำร้องที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันแล้ว นายสิริน ชาวเพ็ชรดี เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อได้เดินทางมายังสำนักงานฯแล้ว อยากให้เขียนคำร้อง จากการที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยตรงจากหน่วยงานรัฐ หรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อตรวจสอบการไม่บรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจด้วย

ภายหลังการยื่นคำร้อง เจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาอาจไม่แล้วเสร็จภายในกรอบ 60 วัน และแนะนำให้ผู้เสียหายพิจารณาใช้สิทธิทางศาลปกครองด้วย เนื่องจากการแก้ไขหลักเกณฑ์ในอนาคตอาจไม่ได้เยียวยาความเสียหายของผู้เสียหายรายนี้โดยตรง ขณะที่การขอคุ้มครองชั่วคราวจำเป็นต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาล

สำหรับผู้เสียหาย สิ่งที่ต้องการจึงไม่ได้มีเพียงการเปิดโอกาสให้ตัวเองกลับเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นธรรม แต่คือการทำให้กฎเปลี่ยน เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องถูกตัดสินด้วยสถานะทางสุขภาพแบบเดียวกัน เพราะเขารู้ดีว่า หากวันนี้ กฎหนึ่งข้อพรากความฝันของเขาไปได้ วันหนึ่งกฎข้อเดียวกัน ก็อาจพรากความฝันของคนอื่นได้อีกเช่นกัน

ด้าน จารุณี ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กล่าวว่า “ผู้มีเอชไอวีก็คือคนคนหนึ่ง มีชีวิตและมีความฝันอยากทำอาชีพที่รักไม่ต่างจากทุกคน ปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวหน้าไปไกลจนถึงจุดที่ว่า หากกินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอจนกดเชื้อได้ จะไม่ส่งต่อเอชไอวีให้ใครอย่างแน่นอน แม้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือที่เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable)

แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ระเบียบของหน่วยงานรัฐกลับย่ำอยู่กับที่ ไร้ความก้าวหน้าวันนี้ มูลนิธิฯ พร้อมด้วยผู้เสียหาย จึงต้องกลับมายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง เพื่อยืนยันข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎ ก.ตร. ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำลายโอกาสชีวิต และดับความฝันของประชาชน

พวกเราและเครือข่ายคนทำงานเรื่องนี้ จะไม่มีวันหยุดเพียงเท่านี้ แต่จะเดินหน้าส่งเสียงเรียกร้องต่อไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง เราจะไม่ยอมให้อคติและการเลือกปฏิบัติ อยู่เหนือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และชีวิตของผู้คนอีกต่อไป ใครที่ถูกกีดกันการทำงานหรือละเมิดสิทธิในลักษณะนี้ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิฯ ได้ทันที”