มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
ฐานความคิดหนึ่งเพื่อรองรับสิทธิมนุษยชนของคน คือ รัฐนั้นต้องเป็นผู้ให้ความคุ้มครองประชาชนผู้ทรงสิทธิ ให้สามารถรับรู้ เข้าถึง และใช้ประโยชน์ภายใต้สิทธิที่ตนเองมี สถานการณ์เมื่อต้นปีที่แล้วหากใครจำได้ ประเด็นแรงงานต่างด้าวตาม MOU (Memorandum Of Agreement) ที่ลักลั่นและชวนให้งงงวยว่า ผู้ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยจะทำอย่างไร เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ยังคงทำให้เกิดปัญหายกเลิกการจ้างงานแรงงานต่างด้าว
กระทั่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ออกมาประกาศว่า มีมติเห็นชอบให้แรงงานตาม MOU ที่มีวาระจ้างครบ 4 ปี ในปี 2565 สามารถทำงานต่อไปได้ไม่ต้องกลับประเทศตัวเอง และในทันทีที่ประเทศต้นทางตอบรับ กระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศ อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในประเทศเป็นกรณีพิเศษอีก 6 เดือน นับจากวันที่การอนุญาตให้อยู่ในประเทศสิ้นสุดลง โดยมีขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดเอาไว้
แม้จะผ่านมาเกือบ 1 ปี แต่มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ยังคงได้รับเรื่องร้อนเรียนจากแรงงานกลุ่มนี้ และกรณีที่จะถูกกล่าวถึงก็เช่นกัน
แรงงานข้ามชาติผ่านระบบ MOU 29 คน ผู้ทำงานอยู่ที่บริษัทอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ซึ่งมีระยะเวลาทำงานมาแล้วมากกว่า 3 ปี จนใกล้จะครบกำหนดตาม MOU นายจ้างบริษัทกลับเรียกพวกเขาเข้าประชุมและแจ้งว่าประเทศไทยมีนโยบายไม่ต่อใบอนุญาตทำงานให้กลับกลุ่ม MOU ที่กำลังจะครบ 4 ปี ฉะนั้น จึงไม่สามารถจ้างงานต่อไปได้ จำต้องกลับประเทศอย่างเดียว และแจ้งข้อความสำคัญให้พวกเขาสิ้นสุดจากการเป็นพนักงานนับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา บริษัทยื่นใบลาออกให้โดยที่พวกเขาไม่ได้ตกลง จึงติดต่อมายังมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ จากนั้นเจ้าหน้าอาสาของมูลนิธิฯ ได้พาพวกเขาไปยื่นคำร้องที่สวัสดิการคุ้มครองแรงงานชลบุรี และยื่นหนังสือข้อเสนอต่ออธิบดีกรมจัดหางาน กทม. ให้รับเรื่องเพื่อเสนอต่อไปยังที่ประชุม ครม.
ถัดมาในวันที่ 25 มกราคม 2566 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ครั้งที่ 1/2566 ได้เห็นชอบ 3 ข้อพิจารณาด้วยกัน
1. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวที่ยื่นขอต่อใบอนุญาตทำงาน และชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ กรมการจัดหางาน ภายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษและทำงานได้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 เพื่อจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง โดยระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางาน ให้ใช้ใบรับคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หรือทะเบียนใบอนุญาตทำงาน ตามแต่ละกรณี คู่กับใบเสร็จรับเงิน เพื่อใช้แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้รับอนุญาตทำงานตามกฎหมายแล้ว เมื่อดำเนินการครบตามขั้นตอนจะได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 หรือ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 แล้วแต่กรณี
2. พิจารณาขยายระยะเวลาการดำเนินการออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) ของทางการเมียนมา ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ ระนอง และชลบุรี ให้ดำเนินการได้ไม่เกินวันที่ 13 พฤษภาคม 2566 (90 วัน) และขอความร่วมมือทางการเมียนมาเพิ่มสถานที่ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI)
3. ให้คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตาม MOU ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษและทำงาน
โดยกลุ่มที่ครบกำหนด 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 - 31 ธันวาคม 2565 ประมาณ 60,000 คน และกลุ่มที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ระหว่าง วันที่ 1 มกราคม - 31 กรกฎาคม 2566 จำนวน 50,000 คน ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง เพื่อดำเนินการขออนุญาตนำแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันเข้ามาทำงานตาม MOU ควบคู่ไปด้วย โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง หรือเดินทางกลับเพียงระยะสั้น
โดยในกรณีแรงงาน 29 คน ที่มีการติดต่อมาขอความช่วยเหลืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ ข้อพิจารณาที่ 3.

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ทางการเมียนมา มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงประเทศไทย ถึง 2 ฉบับ คือ ขอให้พิจารณาขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานเมียนมา ดำเนินการเพื่อมีหนังสือเดินทางจนถึงเดือนสิงหาคม 2566 เนื่องจากคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตาม MOU ซึ่งวาระการจ้างครบ 4 ปี หนังสือเดินทางกำลังทยอยหมดอายุและอยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือเดินทางฉบับใหม่ และขอให้พิจารณาขยายระยะเวลาการดำเนินการออกเอกสารรับรองบุคคลออกไปอีก 6 เดือน
นอกจากนี้กรมการจัดหางานยังได้รับการประสานจากภาคเอกชนถึงปัญหาขัดข้องที่สถานทูตไม่สามารถจัดทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ได้ทันภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2565 จากข้อเสนอของทางการเมียนมาและภาคเอกชนดังกล่าว
จึงจำเป็นต้องมีแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานในช่วงระยะเวลาที่อยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารรับรองบุคคลฉบับใหม่ ตลอดจนขยายระยะเวลาการดำเนินการของศูนย์ CI เพื่อสามารถดำเนินการออกเอกสารรับรองบุคคลให้เสร็จสิ้น
เวลานี้ยังไม่มีข้อสรุปของเคสแรงงานทั้ง 29 คน เราทุกคนยังคงต้องรอผลลัพธ์ซึ่งคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้
สภาวะที่กลุ่มคนแรงงานข้ามชาติไร้ซึ่งอำนาจเท่าที่ควรเป็นเกิดขึ้นมาโดยตลอด ก่อให้เกิดคำถามที่ว่าแรงงานข้ามชาติอยู่ส่วนไหนในสมการการควบคุมสถานการณ์โรคระบาด โดยเฉพาะหลังเปิดประเทศ
บทความพิเศษจากไทยโพสต์ที่ชื่อว่า “คำถามต่อการเปิดประเทศ และข้อเสนอแนะต่อมาตรการที่เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ” กล่าวไว้ว่า จะทำอย่างไรให้แรงงานเข้ามาทำงานอย่างถูกกฏหมาย และลดจำนวนเคสเช่นนี้ให้น้อยลง ? ท่ามกลางขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ต้นทุนของการทำหนังสือเดินทาง ความยากลำบากกลายเป็นการสนับสนุนการหลบหนีเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติไปเสียอย่างนั้น ขณะที่การคุ้มครองพวกเขาจากสาเหตุต่างๆ ที่กล่าวมาจะเป็นการแก้ปัญหาที่มั่นคงกว่า
การคุ้มครองเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อาทิ
- การพิจารณาจัดทำวีซ่าให้ โดยหารือร่วมกันระหว่างไทยและประเทศต้นทาง
- ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนและลดค่าใช้จ่ายของการขึ้นทะเบียบแรงงานข้ามชาติ
- ป้องกัน ควบคุมโรคในสถานที่เสี่ยง ผ่านการปรับปรุงสถานประกอบกิจการและแคมป์ก่อสร้าง
หากกล่าวโดยภาพรวม ก็ไม่ใช่เพียงแค่แรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่การรักษาสิทธิมนุษยชนของคนทุกคนควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว รัฐควรคุ้มครองผู้คนบนความตระหนักถึงการไม่เลือกปฏิบัติ สร้างความมีส่วนร่วมให้พวกเขาสามารถเข้าร่วมในประเด็นต่างๆ ได้อย่างไม่ซับซ้อนไม่ว่าจะด้วยกระบวนการหรือภาษาที่ใช้ ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และเยียวยาผู้ถูกละเมิด เพื่อสร้างพลังให้พวกเขาได้เข้าใจและลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองได้ด้วย
นอกจากไปการติดตามผลลัพธ์ของแรงงานกลุ่มนี้แล้ว คำถามสำคัญ คือ ยังมีเคสอื่นๆ อยู่อีกเยอะแค่ไหน โดยเฉพาะในสถานการณ์ไม่สู้ดีของประเทศเพื่อนบ้าน ? และถ้ามองย้อนกลับไป ควรมีคนเดือดร้อนจนต้องส่งเสียงเรียกร้องจริงหรือไม่ ? หรือแท้จริงแล้วเป็นเพราะกฎหมาย นโยบาย และแนวทางแก้ปัญหาเรื่องแรงงานยังถูกขัดขวางด้วยมุมมองต่อเพื่อนร่วมโลกที่ไม่เท่าเทียมกันมาตั้งแต่แรกเริ่ม