วิธีดูแลสุขภาพกายและใจหลังติดเชื้อ HIV

โดยปกติแล้วเมื่อได้รับผลยืนยันว่าติดเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus: HIV) ผู้ติดเชื้อจะได้รับยาต้านไวรัส เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ด้วยการทานยาอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

กระนั้น เชื้อเอชไอวีสามารถพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ (Immune deficiency syndrome: AIDS) ซึ่งจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีโอกาสโรคต่าง ๆ แทรกซ้อน เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว วัณโรค หรือโรคปอดอักเสบ ดังนั้น นอกจากการทานยาจึงมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

วิธีดูแลตัวเองหรือคนรอบข้างหลังติดเชื้อเอชไอวี

1. พบแพทย์ตามนัด และรับยา/ทานยาสม่ำเสมอ

ยาต้านเชื้อเอชไอวีส่งผลต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละบุคคล บางคนอาจได้รับผลข้างเคียงของยา จึงควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพ ตรวจเช็คว่ายาต้านเชื้อส่งผลอย่างไรบ้าง นอกจากนั้นยังควรไปพบทันตแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทางด้านอื่น ๆ เพื่อตรวจเช็คร่างกายโดยรวมเสมอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เราทุกคนพงควรปฎิบัติกันปกติอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การอยู่ในระบบการรักษา และการทานยาต้านฯ ตามเวลา ไม่ละเลยที่จะไปพบแพทย์หากเกิดปัญหาด้านสุขภาพ

2. รับวัคซีนที่ถูกต้อง

เมื่อติดเชื้อเอชไอวี ภูมิคุ้มกันของร่างกายย่อมลดลงเป็นธรรมดา ผู้ติดเชื้ออาจเป็นโรคปอดบวม หรือป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย จึงต้องป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ด้วยการฉีดวัคซีนตามแพทย์แนะนำ วีคซีนที่สำคัญ เช่น วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และไวรัสตับอักเสบบี

3. หลีกเลี่ยงการบริโภคที่ทำลายสุขภาพ

การกินอาหารเพื่อสุขภาพและน้ำดื่มที่สะอาดก็เป็นเรื่องปกติ ที่มนุษย์ถูกสอนให้กระทำ เช่นกันกับผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงการบริโภคที่ทำลายสุขภาพ จะช่วยสร้างพลังงาน และสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ เพราะอาหารที่ดีช่วยลด ‘ผลข้างเคียง’ ของยาต้านเชื้อไวรัส พร้อมช่วยให้การดูดซึมยาเป็นไปด้วยดี ขณะเดียวกัน ผู้ติดเชื้อฯ พึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดิบ ผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์ หรือสิ่งที่จะรบกวนการดูดซึมของยา

4. ความแข็งแรงและการพักผ่อน

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ผู้ติดเชื้อสามารถช่วยเหลือร่างกายตัวเองได้ด้วยการออกกำลังกายและนอนหลับให้เพียงพอ สองอย่างนี้ยังช่วยดูแลสุขภาพจิตใจ ลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

5. ไม่มองข้ามเรื่องสัตว์เลี้ยง

สัตว์เลี้ยงบางชนิดอาจมีปรสิตที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นติดเชื้ออื่น ๆ เพิ่มไปด้วย เช่น อุจจาระของแมว สามารถทำให้เกิดโรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) หรือนก ซึ่งเป็นพาหะของโรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis)

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสของเสียจากสัตว์ และรักษาความสะอาดในพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงอยู่อาศัย

6. ดูแลสุขภาพใจควบคู่สุขภาพกาย

แม้จะดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี แต่ผลกระทบทางด้านจิตใจที่อาจเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้นั้น อาจเกิดขึ้นในทุกขณะ เพราะไม่มีสิ่งใดการันตีว่า หากดูแลตัวเองดี จะไม่ได้รับผลกระทบจากสังคม เนื่องจากมุมมองของผู้คนส่วนใหญ่ ยังมองโรคนี้ในแง่ลบ และปฏิบัติเสมือนเป็ยผู้ร้าย

ผู้ติดเชื้อสามารถจัดการความเครียดและดูแลสุขภาพใจตัวเองได้ ผ่านการสนับสนุนจากนักบำบัด องค์กรบริการสังคม หรือเครือข่ายหน่วยงานต่าง ๆ ที่ให้ความสนับสนุน รวมทั้ง ‘บ้านเสมอ’ จากมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) ที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ บ้านเสมอมีบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ช่วยเหลือทางกฎหมายด้านสิทธิสุขภาพ และบริการอื่น ๆ อย่างครอบคลุมรอบด้าน

และเมื่อไหร่ก็ตามที่ทานรู้สึกถึงการถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับความเป็ฯธรรมอันเนื่องมาจากสถานะทางสุขภาพ และเอชไอวี สามารถขอรับคำปรึกษา - ความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนด้านสิทธิ โทร : 083 543 3608