มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
มดดำ เป็นแรงงานหลักของครอบครัว เพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตนเองและแม่ที่แก่ชรา ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ใช้สารเสพติดเพื่อการทำงาน วันหนึ่งเขาถูกตำรวจมาตรวจค้นที่บ้านเช่า ที่จ.สมุทรปราการ แล้วพบยาเสพติด โดยที่เขาไม่รู้ว่า วันนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกประทับตราว่าเป็นอาชญากร หลังจากที่ถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัวเขาไปที่สถานีตำรวจ เพื่อเค้นถามว่าซื้อยามาจากใคร เขาถูกพาตัวไปยังห้องมืด ขังไว้อย่างโดดเดี่ยว มีเจ้าหน้าที่แวะเวียนมาเจรจาขอให้เป็น “นกต่อ” หรือ เป็นสายให้ตำรวจ เพื่อแกะรอยว่ามีการซื้อยาเสพติดมาจากไหน เพราะตำรวจต้องการได้ตัวผู้ค้ารายใหญ่
“เราถือว่าเราเป็นแค่ผู้เสพก็ต้องเข้าบำบัด แค่นี้มันก็ต้องจบแล้ว ไม่ถึงขนาดต้องไปทำงานให้เขา เราก็ปฏิเสธ” มดดำกล่าว
ผลจากการปฏิเสธ คือตำรวจไม่ให้มดดำติดต่อญาติ และถูกตั้งข้อหาค้ายาเสพติด “เราไม่เคยซื้อยาไอซ์มากกว่าครั้งละ 1 กรัม เราซื้อยามาเพื่อแบ่งเสพเป็นครั้งๆ เพื่อทำงานจัดดอกไม้ แต่พยานหลักฐานและสำนวนที่ตำรวจรวบรวมส่งให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล กลับกลายเป็นว่า เราเป็นผู้ครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด (ไอซ์) ให้โทษ 1 กรัม”
เมื่อไปถึงศาลมดดำไม่มีหนทางแก้ตัว เพราะไม่ทราบสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลย ไม่รู้ว่าต้องตอบคำถามศาลอย่างไร ไม่รู้ว่าหากต้องการคำปรึกษาจากทนายต้องติดต่อผ่านใคร ไม่มีแม้กระทั่งญาติ หรือบุคคลใกล้ชิดมาเยี่ยม ศาลได้มีคำพิพากษาให้มดดำเป็นผู้ค้ายาเสพติดตามฟ้องของอัยการ และไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาล
“เราทำอะไรไม่ได้เลย ติดต่อญาติก็ไม่ได้ จึงก้าวเข้าไปสู่เรือนจำ”
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. 2563 เมื่อมดดำไม่มีหนทางต่อสู้คดีจึงจำยอมรับสารภาพ เมื่อรับสารภาพโทษก็ลดลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน
“เราโชคดีที่ไม่ถูกกระทำความรุนแรงทางด้านร่างกาย แต่ถูกกระทำด้านจิตใจด้วยการเขียนสำนวนของเจ้าหน้าที่ จนส่งผลให้อิสรภาพของเราถูกจองจำ” มดดำย้ำ
ระหว่างอยู่ในเรือนจำ มดดำได้เป็นนักโทษขั้นเยี่ยม ได้รับการลดโทษ และถูกปล่อยตัวจากเรือนจำหลังรับโทษ 1 ปี 6 เดือน ภายหลังเจ้าตัวมีสภาวะซึมเศร้า และป่วยจิตเวช ซึ่งเกิดจากความเครียดที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม และถูกจำกัดอิสรภาพเป็นเวลาเกือบสองปี

การใช้สารเสพติดเพื่อการทำงาน มีตัวอย่าง คือ งานชิ้นหนึ่งต้องจัดดอกไม้ 2-3 ร้อยช่อ เพื่อส่งมอบให้ทันตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ตอนแรกมดดำไม่ได้ใช้สารก็ทำงานไม่ค่อยทัน ต่อมาได้รับการชักชวนจากผู้ทำงานจัดดอกไม้ด้วยกันให้ลองใช้ยาไอซ์ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีในการทำงาน จึงเกิดการใช้มาอย่างต่อเนื่อง แต่เวลาไม่มีงานจัดดอกไม้ก็ไม่ได้ใช้
“พอใช้ไปมดดำก็ถือว่าใช้เพื่อการทำงาน บางทีไปต่างจังหวัดขึ้นเหนือลงใต้ เราก็ใช้เพื่อให้งานเป็นไปได้ด้วยดี เราก็สามารถทำงานได้ โดยคนอื่นก็ไม่รู้ว่าเราใช้ยา และการใช้ยาของเราก็ไม่ได้สร้างปัญหาทั้งต่อครอบครัวและชุมชนที่เราอาศัยอยู่”
แม้จะผ่านพ้นเรื่องราวดังกล่าว จนมาถึงวันที่ร่างกายปราศจากการใช้สาร และได้ร่วมปฏิบัติงานในฐานะอาสาสมัครขององค์กรภาคประชาสังคม แต่มดดำยังไม่ลืมอุทาหรณ์ที่เกิดกับตัวเอง ทำให้อยากเป็นปากเสียงให้แก่เพื่อนร่วมประสบการณ์ ที่เคยกระทำทำในสิ่งที่กฎหมายระบุว่า เป็นความผิดอันเนื่องมาจากเป็นผู้เสพ และหรือครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพแล้วมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากรของตำรวจ โดยไม่สามารถลบชื่อออกได้ เพราะการมีประวัติอาชญากรนี้เหมือนเป็นตราบาปติดตัวพวกเขาไปตลอด
“ถึงแม้ว่าตัวเราจะได้รับอิสรภาพแล้ว แต่ในความเป็นจริง เราเหมือนถูกจองจำเพราะชื่อเรายังอยู่ในรายชื่อของคนที่สังคมหวาดกลัวและต้องระแวดระวัง เพราะกลัวว่าจะไปก่ออันตรายอีก ถ้าสามารถทำเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นผลดีต่อคนที่คิดอยากกลับตัว จึงอยากให้มีคนหรือหน่วยงานมาช่วยเหลือ”
ปัญหาของมดดำมิใช่เพียงปัญหาเฉพาะบุคคล หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดของไทย ที่ยังคงกำหนดให้การเสพและการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพเป็นความผิดทางอาญา แม้กฎหมายยาเสพติดฉบับปัจจุบันจะยกเลิกบทสันนิษฐานเด็ดขาด และรับรองสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีแล้วก็ตาม
ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายยังคงยึดถือแนวปฏิบัติเดิม โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายที่ยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้าง กล่าวคือ เมื่อพบการครอบครองสารเสพติดเกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดให้ “สันนิษฐานว่าเป็นผู้เสพ” เจ้าหน้าที่มักตั้งข้อหาหนักทันทีในฐานความผิดครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเพื่อจำหน่าย แม้จะไม่มีพฤติการณ์บ่งชี้ถึงการค้าแต่อย่างใด การตั้งข้อหาดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มโทษอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่ยังผลักผู้ใช้สารเข้าสู่สถานะ “ผู้ค้ายา” โดยอัตโนมัติ
แม้ผู้ต้องหาจะมีสิทธิในการต่อสู้คดีตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง ผู้ใช้สารจำนวนมาก ไม่ทราบสิทธิขั้นพื้นฐานของตน และไม่ได้รับการแจ้งสิทธิจากเจ้าหน้าที่อย่างครบถ้วน ส่งผลให้จำเลยจำนวนไม่น้อยตัดสินใจรับสารภาพตามคำฟ้อง ด้วยความสิ้นหวังและความเชื่อที่ส่งต่อกันมาว่า “สู้ไปก็ติดแน่ แพ้ก็ยิ่งติดนาน” ทั้งที่ตระหนักดีว่ากระบวนการดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อตนเอง และขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน
สถานการณ์เช่นนี้ขัดต่อ เจตนารมณ์ของกฎหมายยาเสพติดฉบับปัจจุบัน ที่มุ่งให้ผู้เสพได้รับการบำบัดฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษทางอาญา อย่างไรก็ตาม การตั้งข้อหาในฐานะผู้ค้าซึ่งมีโทษจำคุก กลับตัดโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการบำบัดและการประกันตัว โดยเฉพาะในกรณีของมดดำ ที่ไม่สามารถติดต่อญาติหรือหาทรัพยากรเพื่อใช้ต่อสู้คดีได้ ส่งผลให้ต้องถูกคุมขังโดยไม่มีทางเลือกอื่น
ด้วยเหตุนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐต้อง ทบทวนและแก้ไขกฎหมายยาเสพติดฉบับปัจจุบันอย่างจริงจัง โดยยุติการกำหนดโทษทางอาญาต่อการเสพและการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ รวมถึงอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ควรยกระดับ การแจ้งสิทธิผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยกำหนดให้การไม่แจ้งสิทธิหรือการละเมิดสิทธิในชั้นจับกุมและสอบสวน ส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณาคดี เช่น การไม่รับฟังคำรับสารภาพเป็นพยานหลักฐาน หรือการยกฟ้อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ท้ายที่สุด การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและการสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับ การจับกุมและดำเนินคดีโดยเคารพสิทธิมนุษยชน จะเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้ใช้สารจากอันตรายต่อชีวิต เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นกรณีของมดดำเกิดขึ้นซ้ำอีกในระบบยุติธรรมไทย
___________________________________________________