ผนึกกำลัง 10 ภาคส่วน หวังสร้างกลไกการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดโดยชุมชน

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย, มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และโครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ (STAR-TB-HIV) ร่วมกันจัดงาน Bridging Justice & Health: จากหลักฐานเชิงประจักษ์ สู่การขับเคลื่อนนโยบายการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ณ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ภายในงานมีการเชิญหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในภาคการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมด้วยภาคบริการสาธารณสุข ได้แก่ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์และงบประมาณ

การจัดงานครั้งนี้มีที่มาจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดมากที่สุดในโลก โดยมีผู้ใช้สารเสพติดภายในประเทศประมาณ 3.8 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังคดียาเสพติดกว่า 207,742 คน รัฐต้องใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 20,012.04 ล้านบาทต่อปีในการดูแล สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่เรือนจำหรือการบังคับบำบัดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ยาเสพติดของประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

จารุณี ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (FAIR) กล่าวว่า การเชิญหน่วยงานรัฐ 5 แห่ง และภาคประชาสังคมอีก 5 แห่ง ได้แก่ IHRI, มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย, สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย (RSAT), มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) และมูลนิธิเอ็มพลัส (Mplus) มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) ในพื้นที่นำร่องกรุงเทพมหานคร  แทนที่การใช้การบังคับใช้กฎหมายลงโทษผู้ใช้สารเสพติดเพียงอย่างเดียว

“กฎหมายยาเสพติดปัจจุบันพยายามให้ทางเลือก จากเดิมที่จับดำเนินคดีอย่างเดียว แต่ ณ วันนี้ก็เปิดช่อง มาตรา 113 หรือ 114 ที่จะทำให้ผู้ใช้สารเสพติดไปบำบัดได้แทนการลงโทษ แต่เราอยากเปิดอีกช่องทางเป็นการทำงานร่วมกัน ส่งต่อเคส มีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมบริการช่วยเหลือผู้ใช้สารเสพติด เราอยากให้ภาพนั้นเกิดขึ้น เราอยากให้พื้นที่ กทม. เป็นพื้นที่ทดลองโครงการให้ได้ ซึ่งการจัดบริการเพื่อให้ผู้ใช้สารเสพติดต้องดำเนินงานอย่างเคารพศักดิ์ศรี ลดการตีตรา มีทางเลือก ทดแทนการลงโทษในกรณีผู้เสพ”

โดยจะมีการกำหนดวันลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการในลำดับถัดไป โครงการดังกล่าวจะเป็นจัดบริการแบบครอบคลุมแก่ผู้ใช้สารเสพติดใน 4 ด้าน ได้แก่

  • ให้บริการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากตัวยา/สารและการใช้
  • ให้บริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์
  • การดูแลด้านสุขภาพจิต
  • การช่วยเหลือด้านสิทธิ กรณีถูกละเมิดหรือถูกเลือกปฏิบัติ

ขณะที่อารีศรี โฆสาสี ตัวแทนหน่วยบริการโดยชุมชน “บ้านเสมอ” ระบุว่าจากการทดลองเปิดให้บริการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดโดยชุมชน (Harm Reduction) ผลลัพที่ได้ธ์อย่างเป็นรูปธรรม ขึ้นอยู่กับการอาศัยความต้องการของผู้ใช้สารเสพติดเป็นสำคัญ โดยยึดหลัก “ชุมชนเป็นฐาน” และ “ผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง”

“ก่อนจะเกิดบ้านเสมอมีคำถามมากมายค่ะ จะไหวหรอพี่ กฎหมายก็บอกว่าสิ่งนี้ผิด บ้านเราไกลนะ จะมีใครมาจริงเหรอ “งานใหญ่ งานหนักนะพี่ แต่เพราะพวกเราไม่อาจทนเห็นผู้ใช้ยาและผู้มีเชื้อเอชไอวี ถูกละเมิดสิทธิ ถูกเลือกปฏิบัติ คำถามเหล่านั้นจึงเบาลงเมื่อเทียบกับความจำเป็นที่ต้องทำเราเริ่มจากประเมินให้ข้อมูล ชวนประเมินผลกระทบ ชวนวางแผนลดผลกระทบที่เกี่ยวกับตัวยาและการใช้ การประเมินความเสี่ยง พร้อมให้บริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ มีการประเมินสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาและส่งต่อไปพบนักจิตวิทยา

ท้ายที่สุดหากถูกละเมิดสิทธิ จะมีการสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือ และให้ข้อมูลด้านการป้องกัน นอกจากเราให้บริการแล้ว เราทำงานกับคนที่มาใช้บริการแล้ว เราจะทำงานเชิงระบบและนโยบาย ประชุมวางแผนการให้บริการและการส่งต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุข  ทำงานร่วมกับ สบยช. และบ้านพิชิตใจ ในการวางแผนดูแลผู้ใช้บริการรายกรณี รวมทั้งลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนและผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเข้าใจ”

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายชี้ความท้าทายในการปฏิบัติ

พ.ต.ท.สถาพร ตระกูลสุนทรชัย รองผู้กำกับการสอบสวน สน.สายไหม ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ได้เปิดช่องทางที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการลดอันตรายไว้ในมาตรา 113 และมาตรา 114 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดกรองและส่งต่อผู้ใช้สารเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัด

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะปัญหาการกลับมาใช้สารเสพติดซ้ำ หรือการไม่เข้ารับการบำบัดจนครบกระบวนการ ซึ่งสะท้อนผ่านข่าวผู้มีอาการทางจิตเวชที่เชื่อมโยงกับยาเสพติดในสื่อจำนวนมาก

“ข้อดีของ MOU คือจะมีหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยเหลือการทำงานของตำรวจ และช่วยสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในชุมชนเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานตามกฎหมาย” พ.ต.ท.สถาพรกล่าว พร้อมระบุว่า หากมีกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่เปิดทางชัดเจน จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น

พ.ต.ท. สถาพร ตระกูลสุนทรชัย รอง ผกก. (สอบสวน) สน. สายไหม

ป.ป.ส. ชี้กฎหมายเปิดทาง แต่ต้องสื่อสารสังคมให้เข้าใจ

สุพจนี ชุติดำรง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า การที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดระบุคำว่า “การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด” ไว้อย่างชัดเจน ถือเป็นพัฒนาการสำคัญครั้งแรกของประเทศไทย

เธอสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในสังคม ทำให้เกิดภาพเหมารวมว่าผู้มีอาการคลุ้มคลั่งเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมด ทั้งที่หลายกรณีไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ส่งผลต่อทัศนคติของประชาชนและความยอมรับต่อนโยบายสาธารณะ

สุพจนี ชุติดำรง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

สาธารณสุขขานรับ เน้นการดูแลต่อเนื่องในชุมชน

แพทย์หญิงดลจรัส ทิพย์มโนสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีเครือข่ายชุมชนจัดตั้ง 203 ชุมชน ดำเนินงานภายใต้โครงการชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ซึ่งเป็นกระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูโดยชุมชนมีส่วนร่วม เชื่อมโยงกับศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และประสานงานกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ป.ป.ส. ภาคประชาสังคม และโรงพยาบาล

กรุงเทพมหานครดำเนินการบำบัดรักษาและลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้เมทาโดนในการดูแลผู้ติดเฮโรอีนมากว่า 40 ปี อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยราว 25–30% ที่หลุดออกจากระบบระหว่างการบำบัด ซึ่งการมีภาคประชาสังคมช่วยประสานและติดตาม จะช่วยลดช่องว่างดังกล่าวได้

ด้าน นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า สังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจนผู้ใช้สารเสพติดถูกตีตรา ทั้งที่ผู้ติดสารเสพติดที่มีอาการจิตเวชมีสัดส่วนน้อย “การเข้าค่ายบำบัดระยะสั้น หรือการทำสงครามยาเสพติดที่ผ่านมา ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน หลักการลดอันตรายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญ” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าการรักษาควรตั้งอยู่บนความสมัครใจและการดูแลต่อเนื่อง แม้ยังไม่สามารถเลิกใช้ได้ ก็ต้องทำให้เกิดอันตรายน้อยที่สุด

ทางด้าน ศิริลักษณ์ ฟักทิม ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายบูรณาการและพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพภาคประชาชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ด้านการลดอันตรายเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2561 จากการผลักดันของเครือข่ายผู้ใช้ยาและภาคี สปสช. พร้อมสนับสนุนกลไกที่มีอยู่ เช่น การจัดบริการผ่านหน่วยร่วมบริการตามมาตรา 3 และการใช้กองทุนท้องถิ่นตามมาตรา 47 สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้มิติด้านสุขภาพ กฎหมาย และสังคม ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

การผนึกกำลังของทั้ง 10 องค์กรในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของความพยายามสร้างสะพานระหว่างกระบวนการยุติธรรมและระบบสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากแนวทางที่เน้นการลงโทษ ไปสู่การลดอันตรายและการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยั่งยืน

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.)