ตำรวจถีบประตูเข้าไปรวบตัวผู้ต้องหาได้หรือ ?

ระเบียบจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจอนุญาตให้ถีบประตูเข้าไปรวบตัวผู้ต้องหา ... หรือบุกจับปาร์ตี้แล้วถ่ายรูปอวดลงโซเชียลฉ่ำขณะผู้ต้องสงสัยกำลังเปลือยกาย ได้หรือ ?

จากกรณีสงสัยของผู้เสียหาย ได้ปรึกษากับทางมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย เป็นคำถามที่น่าสนใจว่า “เวลาตำรวจทำงานโดยเฉพาะตอนจับผู้ต้องสงสัยเขามีแนวปฏิบัติไหม?” ... เบื้องต้นไม่ว่าการปฏิบัติงานของหน่วยราชการใดก็ตามล้วนย่อมเคร่งครัด และจำเป็นต้องทำตามแนวปฏิบัติ ระเบียบ เช่นกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีระเบียบและขั้นตอนการจับกุม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิ.อ. และแนวทางปฏิบัติราชการ โดยแนวทางนั้นกำหนดชัดเจนเป็นตัวหนังสือ เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกจับและให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างชอบด้วยกฎหมาย สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเข้าจับกุมคือ

  • การมีหมายจับ - โดยทั่วไป "การจับกุมจะกระทำโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลไม่ได้" เว้นแต่จะมีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78) เช่น เป็นความผิดซึ่งหน้า ภาษาชาวบ้านคือ เห็นกำลังทำความผิด หรือไล่จับมาติด ๆ, การพบบุคคลพบบทพฤติการณ์สงสัยว่ากำลังจะก่อเหตุร้าย พร้อมมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุที่เตรียมไว้ใช้ในการทำความผิด, เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว มีเหตุจำต้องจับด่วนตามที่กฎหมายกำหนด และมีเหตุออกหมายจับได้แต่ขอไม่ทัน (แน่นอนว่า ไม่ใช่จะพึ่งพาเพียงดุลพินิจ ก่อนที่ตำรวจจะอ้างว่าขอหมายไม่ทัน เหตุคดีนั้นต้องรุนแรงหรือมีพฤติการณ์ที่ ศาลพร้อมจะออกหมายจับให้ตามมาตรา 66 ซึ่งมีอยู่ 2 กรณีหลักคือ คดีอุกฉกรรจ์ เป็นความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงเกิน 3 ปี - หรือคดีโทษต่ำกว่า 3 ปีแต่มีพฤติการณ์พิเศษ เช่นปรากฎหลักฐานให้เชื่อว่าผู้ต้องหาจะ หลบหนี หรือ จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ... ซึ่งกรณีหากเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เพียงดุลพินิจตามใจชอบแล้วศาลตรวจสอบไม่พบเหตุฉุกเฉิน ตำรวจชุดจับกุมอาจถูกผู้ต้องหาฟ้องกลับในข้อหา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือกักขังหน่วงเหนี่ยวได้)
  • การปฏิบัติขั้นตอนขณะเข้าจับกุม (มาตรา 83) – แจ้งความจำนงและแสดงตัว > การแจ้งสิทธิผู้ถูกจับ ซึ่งตามกฎหมายประกอบด้วยสิทธิที่จะนิ่ง สิทธิพบทนาย สิทธิแจ้งญาติ > สั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน (โรงพัก) พร้อมกับผู้จับ ซึ่งการควบคุมตัวและการส่งตัว (มาตรา 84) เจ้าหน้าที่ต้องนำตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนโดยทันที จะมามัวแวะเซเว่น ขับตระเวนอ้อมเพื่อประวิงเวลา หรือเปิดช่อง “เจรจา” นั้นไม่ใช่เหตุอันควร และที่สำคัญปัจจุบันมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งทำให้ระเบียบการจับกุม เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียง รวมทั้งต้องแจ้งการควบคุมตัวให้ฝ่ายปกครอง (นายอำเภอ/ปลัด) และอัยการทราบทันทีที่มีการจับกุมควบคุมตัว เพื่อความโปร่งใส

และเมื่อกลับมาที่ 2 คำถามสำคัญของเรื่องนี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจถีบประตูโครมเข้าไปจับกุมผู้ต้องสงสัยตามที่มีการเผยแพร่เป็นข่าวกันเกลื่อนฟีดทำได้ไหม ... ในกรณีที่มีหมายจับ กฎหมายระบุชัดเจนว่า ห้ามจับในที่รโหฐาน(บ้าน/ที่พักอาศัย) เว้นแต่จะทำตามข้อยกเว้นเรื่องการตรวจค้น หมายความว่า การจะเดินเข้าบ้านคนอื่นเพื่อไปจับคน ตำรวจต้องมี “หมายค้น” ควบคู่ไปด้วย หรือต้องเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 92 (เช่น เป็นเจ้าบ้านเองและมีหมายจับ หรือไล่กวดจับกระชั้นชิดแล้ววิ่งหนีเข้าบ้าน) แต่หากไม่เป็นไปตามข้อยกเว้นนั้นการ “พังประตู" หรือทลายสิ่งกีดขวาง (มาตรา 94) ต้องแจ้งหรือทำการร้องขอจนถูกปฏิเสธ ซึ่งหากเป็นไปในลักษณะดังกล่าว เจ้าบ้านจะไปฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์หรือบุกรุกไม่ได้ เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่การบุกไปถึงไม่พูดไม่จา ถีบโครมพังเข้าไปเลยโดยยังไม่ได้เคาะประตูเรียก หรือยังไม่ได้แจ้งว่ามาทำอะไร แบบนี้ถือว่าข้ามขั้นตอน เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ดังนั้น ในคลิปข่าวที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพังประตูโครมๆ ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่ ล้อมบ้านไว้แล้ว เรียกแล้วไม่ยอมเปิด หรือ “มักจะอ้าง” เป็นเคสคดียาเสพติด/อาวุธร้ายแรง ที่มีสายรายงานว่า กำลังจะ “ทิ้งของ” หรือเตรียมการต่อสู้ ซึ่งเข้าข่าย กลายเป็น “เหตุจำเป็นเร่งด่วน" ... ซึ่งท้ายที่สุดสำนวนถูกเขียนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ ดังนั้นแล้วประชาชนหรือผู้ต้องหาพึงระลึกไว้ว่า เหตุจำเป็นเร่งด่วนอาจถูกหยิบยกมาใช้อย่างชอบธรรม !


ขณะที่ กรณีตำรวจร่วมมือกับสื่อ ในขณะทำการบุกจับปาร์ตี้แล้วถ่ายรูปอวดลงโซเชียลฉ่ำขณะผู้ต้องสงสัยกำลังเปลือยกาย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยตรวจสอบข้อร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศในโรงแรม โดยมีข้อกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ทั้งการไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกายให้เรียบร้อยขณะอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน, การปล่อยให้มีภาพถ่ายเผยแพร่สู่สาธารณะ, การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแบบเหมารวม และการใช้กุญแจมือเกินสมควรแก่กรณี ซึ่งเป็นการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

จนมีความเห็นว่า การเข้าตรวจค้นขณะผู้ต้องสงสัยเปลือยท่อนบน ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานและเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อย่างไรก็ตาม การที่มีภาพผู้ต้องหาในสภาพดังกล่าวหลุดออกไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็น การกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เพราะกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ และเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้ปล่อยภาพก็ตาม

นอกจากนี้ กสม. มีข้อสังเกตว่า การตรวจสารเสพติดควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความหลากหลายทางเพศ กรณีนี้พบว่าการตรวจปัสสาวะดำเนินการในสภาพที่อาจก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนควบคุมและห้ามบุคคลอื่นเข้าไป แต่ยังมีลักษณะไม่เหมาะสม รวมถึง การใช้กุญแจมือกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดซึ่งไม่ใช่คดีร้ายแรง ถือว่า เกินกว่าความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน

ซึ่งจากคำถามก็ไม่แน่ใจว่า เมื่อเปลือย “ท่อนบน” ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน ก็คงไม่ต้องรอให้มีกรณีเปลือยท่อนล่างด้วย เพราะท้ายที่สุดก็อาจถูกพิจารณาว่า เหตุจำเป็นเร่งด่วน อยู่ดีในฐานะประชาชนจึงพึงระวังตนและปกป้องสิทธิกันไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนเป็นเรื่องจำเป็น

แต่หากวันหนึ่ง ต้องประสบเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ

  1. ใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ให้เป็นประโยชน์ – เตือนสติ ตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ว่า “ได้บันทึกวิดีโอตลอดการจับกุมตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ แล้วหรือยัง?” แต่เจ้าของอำนาจใช่ว่าจะใจดี การพูดคำนี้อาจทำให้เจ้าหน้าที่ระวังตัวมากขึ้น หรือไม่ก็ถูกแถมก่อนถ่าย ในฐานะหัวหมอ !! จึงขอให้ดูทิศทางกันดี ๆ
  2. จำชื่อ สังกัด ใบหน้า - หากมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เช่น ถ่ายรูปเราตอนโป๊ หรือพังประตูโดยไม่แจ้ง ให้จำรายละเอียดเพื่อใช้ฟ้องกลับตาม ม.157 หรือร้องเรียนต่อ กสม. และอัยการในภายหลัง
  3. ปฏิเสธการถ่ายภาพ/วิดีโอจากสื่อ -ประกาศให้ชัดเจนในขณะถูกควบคุมตัวว่า “ไม่ยินยอมให้บันทึกภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ” เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากมีภาพหลุด