มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
หนึ่งในข้อสงสัยและกรณีการตั้งด่าน “บังคับตรวจฉี่” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจนความรู้สึกของคนในสังคมตั้งคำถามที่ตรงกันข้ามกับกรณ๊นี้คือ
1. ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็รีบ ๆ เยี่ยวให้เขาตรวจแล้วไปต่อ จะกลัวอะไร?
2. การบังคับให้ประชาชนควัก หรือนำของลับออกมาปัสสาวะเรี่ยราดข้างข้าง เจ้าหน้าที่มีอำนาจทำได้หรือ ?
ไม่นับรวมถึงหากย้อนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่จังหวัดชลบุรีมีกรณีเจ้าหน้าที่ด่านตรวจ บังคับให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งยังคงมีเพศสภาพชายปัสสาวะข้างรถให้ตรวจก่อนทำการปล่อยตัว เรื่องนี้ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตนายตำรวจและเลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ระบุในรายการ “เหยื่ออยุติธรรม” ในตอน บ้านเมืองจะสงบถ้าตำรวจเคารพและรักษากฎหมายว่า หากตำรวจขอตรวจฉี่ ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธ และหากจะใช้อำนาจสั่ง เจ้าหน้าที่ต้องบอกเหตุอันควรเชื่อว่าเสพได้
“ปัจจุบันปัญหาตำรวจนำสิ่งของต่างๆ มาขวางทางหลวงเพื่อตั้งด่าน สร้างอุปสรรคการเดินทางให้ประชาชน ตลอดจนการขอตรวจค้นหรือตรวจฉี่โดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมาย เป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้คนโดยเฉพาะคนยากจนทั่วประเทศอย่างมาก โดยที่ไม่มีผู้มีอำนาจคนใดคิดแก้ไขจัดการแต่อย่างใด เพราะแท้จริงตำรวจผู้ใหญ่ได้ประโยชน์จากการตั้งด่านในรูปของเงินส่วย ส่วนแบ่งค่าปรับ รวมทั้งการจับผู้กระทำผิดกฎหมายไปต่อรอง กรณีมีการขอตรวจฉี่ ถ้าไม่มี เหตุอันควรเชื่อว่าเสพที่สามารถบอกและบันทึกเป็นหลักฐานได้ ถือเป็นการละเมิดและปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ต้องพูดจาโต้ตอบและปฏิบัติตามให้เสียเวลาและอารมณ์แต่อย่างใด ถ้าหากตำรวจข่มขู่จะแจ้งข้อหาอะไรก็บอกให้รีบแจ้งมา”

แม้ว่าจากทั้งข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของ พ.ต.อ.วิรุตม์ จะปลุกพลังให้ประชาชนพึงระลึกถึงสิทธิของตน โดยไม่ใช้มาละเมิดแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากแต่ในสถานการณ์จริง เมื่อประชาชนถูกผู้มีอำนาจ ผู้บังคับใช้กฎหมายเรียกตรวจโดยเฉพาะหากด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรแล้วล้วนตกอยู่ในภาวะใต้อำนาจเหนือ แม้ว่าจากทั้งข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของ พ.ต.อ.วิรุตม์ จะปลุกพลังให้ประชาชนพึงระลึกถึงสิทธิของตน โดยไม่ยอมให้ใครมาละเมิดแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากแต่ในสถานการณ์จริง เมื่อประชาชนถูกผู้มีอำนาจ ผู้บังคับใช้กฎหมายเรียกตรวจโดยเฉพาะหากด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรแล้วล้วนตกอยู่ในภาวะใต้อำนาจเหนือ จนทำให้คำว่า “สิทธิตามกฎหมาย” กลายเป็นเพียงทฤษฎีที่จับต้องได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง
ความกลัวที่จะถูกยัดข้อหา หรือการถูกดึงเชงให้เสียเวลาทำมาหากิน กลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่บางรายใช้กดดันประชาชน ส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะยอมตัดใจ ควักอวัยวะมาแค่นขับถ่ายใส่ขวดข้างทางท่ามกลางสายตาผู้คน ดีกว่าต้องไปเสี่ยงดวงกับกระบวนการยุติธรรมที่อาจเสี่ยงแลกด้วยอิสรภาพหรือการสูญเงินในกระเป๋า
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาด่านตรวจฉี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความบริสุทธิ์ใจ แต่เป็นเรื่องของ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" และ "มาตรฐานการใช้อำนาจรัฐ" ตราบใดที่ระบบตรวจสอบในประเทศไทยยังเต็มไปด้วยคำถามและการครหาในความน่าเชื่อถือ ตราบนั้นประชาชนก็ยังคงต้องยอมจำนนภายใต้ความอึดอัดใจลักษณะนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อเจอ "ด่านตรวจฉี่" สิ่งที่คุณควรรู้เพื่อปกป้องตัวเอง มีดังนี้
ท้ายที่สุด แม้อาจไม่รู้เลยว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่ประชาชนยังคงมีช่องทางการร้องเรียนเมื่อถูกตำรวจใช้อำนาจมิชอบ ถูกคุกคาม บังคับขู่เข็ญ โดยสามารถดำเนินการร้องเรียนได้ตามช่องทางต่อไปนี้
1. ช่องทางหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599: ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตลอด 24 ชั่วโมง)
2. ระบบ JCoMS (จารุเพชร): ร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ www.jcoms.police.go.th ซึ่งเป็นระบบติดตามเรื่องร้องเรียนของจเรตำรวจโดยตรง
3. จเรตำรวจ: เดินทางไปร้องเรียนด้วยตนเองหรือส่งจดหมายไปที่ สำนักงานจเรตำรวจ
4. ผู้ตรวจการแผ่นดิน (สายด่วน 230): ร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่
5. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) (สายด่วน 1377): ร้องเรียนกรณีการบังคับตรวจฉี่ในที่สาธารณะ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
6. ศูนย์ดำรงธรรม (สายด่วน 1567): ร้องเรียนผ่านกระทรวงมหาดไทย ได้ทั้งที่ศาลากลางจังหวัดหรือที่ว่าการอำเภอ