เปลี่ยน “วาระอาญา” เป็น “วาระสุขภาพ” Harm Reduction คือทางออก ไม่ใช่ทางเลือก

ซีรี่ย์บทความนี้ในตอนแรกเคยกล่าวถึง การยกเลิกโทษทางอาญาสำหรับผู้ใช้ยาเสพติด (Decriminalization) ที่ไม่ใช่การเปิดเสรีค้ายา เพราะการปรับหางเสือของกระบวนการยุติธรรมให้มุ่งเป้าไปที่ผู้ค้ายารายใหญ่และเครือข่ายอาชญากรรมอย่างแท้จริง และให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ใช้อย่างครอบคลุมครบมิติ คือ ทางออกที่รัฐไทยไม่เคยลองอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมา คือ หากเลิกใช้โทษจำคุก เลิกจับผู้เสพเข้าเรือนจำ แล้วเราจะจัดการกับปัญหายาเสพติดและดูแลผู้ใช้สารอย่างไร ?

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับอย่างชัดเจน คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวทาง “อาญานำหน้า” ไปสู่ “สุขภาพและสิทธิมนุษยชนนำหน้า” โดยมีหัวใจสำคัญคือการยกระดับ “การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด” (Harm Reduction) ซึ่งประเทศไทยให้กลายเป็น วาระแห่งชาติ เพราะหากนับจากประวัติศาสตร์ประเทสไทยได้บรรจุ คำว่า Harm Reduction มานับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 หรือเป็นเวลากว่า 20 ปี

ตั้งแต่เริ่มมีเปิดศูนย์ประสานงาน/ศูนย์บริการ Drop-in Center ของภาคประชาสังคมเพื่อแจกจ่ายอุปกรณ์สะอาด และให้ความรู้เรื่องการลดความเสี่ยง HIV/ไวรัสตับอักเสบซี 4 ปีต่อมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุ บริการบำบัดด้วยยาเมทาโดนระยะยาว เข้าเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อเป็นสารทดแทนสำหรับผู้ติดสารกลุ่มฝิ่น/เฮโรอีน ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐหันหน้ามอง และผงกหัวรับมาตรการรลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด จนต่อเนื่องมาถึงยุคที่กระทรวงยุติธรรม และ สำนักงาน ป.ป.ส. เริ่มปรับเปลี่ยนมุมมอง มองว่า "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 108/2557 ที่มีการนำแนวทางลดทอนความเป็นอาชญากรรม (Decriminalization) มาใช้เบี่ยงเบนคดีผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแทนการลงโทษติดคุก ในปี พ.ศ. 2558 จนมาสู่การบรรจุคำว่า "การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด" (Harm Reduction) ไว้ใน แผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด มีการนำร่องทดลองและขยายพื้นที่ดำเนินงานบริการลดอันตรายฯ ไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

แต่เหล่านั้นคล้ายเป็นเพียงมาตรการคู่ขนานที่ไม่ทำให้เกิด “คะแนนเสียง” เท่ากับการขึงขังชัดเจนว่าต้อง “ขจัดสิ้น” (Zero-tolerance) ยาเสพติด จึงทำให้เป็นนโยบายระดับเงา ปราศจากความจริงจังในการนำมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหา แต่เมื่อข้อเท็จจริงและกาลเวลาพิสูจน์จนเห็นสภาพแล้วว่า สงครามยาเสพติด และการบังคับบำบัดนั้นล้มเหลว

ซึ่งข้อมูลจากรายงาน Case Documentation ภายใต้โครงการ REFORM Thailand สะท้อนภาพความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่น่าตกใจ การเน้นใช้มาตรการทางอาญาและการกำหนดปริมาณยาเสพติดที่เหมารวม ส่งผลให้ผู้ใช้สารเสพติดถูกตีตราว่าเป็น "อาชญากร" โดยอัตโนมัติ ในโครงการสำรวจผู้ใช้สารเสพติดพบว่า มีถึง 25.8% ระบุว่าตนเองเคยถูกจำคุก และมากถึง 24.2% เคยถูกจำคุกเพียงเพราะการครอบครองเพื่อเสพ นอกจากนี้ ผู้บังคับใช้กฎหมายยังมีดุลยพินิจที่กว้างขวางเกินไป จนเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ โดยผู้ใช้สารที่ไม่ถูกจำคุก 17.7% ระบุว่าหลีกเลี่ยงการคุมขังได้ด้วยการ "เจรจา" กับเจ้าหน้าที่ และ 9.7% ต้องจ่ายเงินโดยมิชอบ

นอกจากนี้ การบำบัดรักษาในระบบเดิมมักมีลักษณะเป็น "การบังคับบำบัด" หรือการบำบัดผ่านโครงสร้างของความหวาดกลัว ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยลดอัตราการกลับมาใช้ซ้ำแล้ว ยังดึงผู้ใช้สารออกห่างจากระบบสาธารณสุข เพราะพวกเขาต้องหลบซ่อนตัวให้พ้นการจับกุม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่สะอาด ไม่กล้าเข้ารับการรักษาโรคติดต่อ เช่น ไวรัสตับอักเสบซี หรือ HIV และเมื่อเกิดภาวะเสพยาเกินขนาด (Overdose) เพื่อนหรือคนรอบข้างก็มักจะไม่กล้าโทรแจ้งรถพยาบาลเนื่องจากกลัวถูกดำเนินคดีอาญา

ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ความสูญเสียทั้งชีวิตของผู้คน และงบประมาณแผ่นดินที่ต้องเสียไปเป็นหลักหมื่นล้านบาทต่อปีเพื่อคุมขังผู้คนในเรือนจำ

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจซ้ำกันอีกครั้งในวันนี้ คือ การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด ไม่ใช่การสนับสนุนให้ใช้ยา แต่คือการรักษาชีวิตมนุษย์ Harm Reduction หากถูกนำมาปรับใช้ ไม่ได้หมายถึง การที่รัฐยอมรับหรือส่งเสริมให้ประชาชนใช้ยาเสพติด แต่เป็นการยอมรับความจริงบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ว่า ในความเป็นจริงของสังคม โลกนี้อาจไม่สามารถทำให้ยาเสพติดหมดไปได้ 100% ในทันที ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐต้องทำก่อน คือการทำให้คนที่ใช้สารเสพติดมีชีวิตรอด ปลอดภัยจากโรคติดต่อร้ายแรง และไม่ถูกตัดขาดออกจากสังคม

หลักการ Harm Reduction ครอบคลุมชุดบริการทางสุขภาพและสังคมที่หลากหลายทั้ง การให้บริการอุปกรณ์ที่สะอาดและปลอดภัย บริการด้านสารบำบัดทดแทน การเข้าถึงยาต้านภาวะเสพยาเกินขนาด ตลอดจนการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและสังคม โดยไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา และเคารพความเป็นมนุษย์

ผลการศึกษาระดับนานาชาติจากรายงาน Case Documentation ยืนยันว่า ประเทศที่บูรณาการ Harm Reduction เข้าเป็นนโยบายหลักของรัฐ สามารถลดอัตราการติดเชื้อ HIV รายใหม่ได้อย่างก้าวกระโดด ลดการเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด และช่วยให้ผู้ใช้สารสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและตลาดแรงงานได้รวดเร่อยกว่าการส่งเข้าสถานบำบัดแบบบังคับหรือเรือนจำ

ปีพ.ศ. 2569 ที่จะผ่านพ้นไปนี้ จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มมีนโยบาย Harm Reduction ที่ถูกบรรจุเป็นนวาระแห่งชาติได้แล้ว สอดคล้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ที่มีความพยายามผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ตามที่เครือข่ายภาคประชาสังคม REFORM THAILAND PARTNERSHIP มีข้อเสนอเอาไว้อย่างชัดเจนและเป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่ ประกาศให้ Harm Reduction เป็นวาระแห่งชาติ > จัดทำคู่มือแนวปฏิบัติระดับชาติ > ร่างกฎหมายรองและระเบียบปฏิบัติที่สอดคล้อง เพื่อปลดล็อกไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเหมารวมผู้ใช้เป็นผู้ค้า และสร้างกลไกตรวจสอบความโปร่งใสในชั้นจับกุม

การเปลี่ยน “วาระอาญา” ให้เป็น “วาระสุขภาพ” ไม่เพียงแต่จะช่วยคืนความเป็นธรรมและมนุษยธรรมให้แก่ผู้ใช้สารเสพติดเท่านั้น แต่ยังช่วยคืนทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณอันมหาศาลของกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ตำรวจ อัยการ และศาล สามารถไปทุ่มเทให้กับการกวาดล้างองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและผู้ค้ายารายใหญ่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนนโยบายในระดับบนจะไม่มีทางสำเร็จได้เลย หากปราศจากกลไกในระดับพื้นที่ที่จะมารองรับผู้ใช้สารอย่างเข้าใจ และนี่คือหัวใจสำคัญที่เราจะมาเจาะลึกกันต่อในตอนที่ 3 นั่นคือ "ระบบบริการที่นำโดยชุมชน" และ "การทลายกำแพงการตีตราในสังคม"