มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย
FOUNDATION for ACTION on INCLUSION RIGHTS
ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม 2569 มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย (Foundation for Action on Inclusion Rights: FAIR) โดยผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และผู้ประสานงานบริการสุขภาพและสารเสพติดโดยชุมชน จากบ้านเสมอ ได้เข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Asia-Pacific Chemsex Symposium 2026 (APCS 2026) ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน ภายใต้แนวคิด “Entice. Engage. Empower.” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์การดำเนินงานด้าน Chemsex สุขภาวะทางเพศ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) ตลอดจนประเด็นด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ สถานบริการสุขภาพ องค์กรภาคประชาสังคม เครือข่ายชุมชน และสถาบันวิชาการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงกับบทบาทในฐานะหนึ่งในพื้นที่ดำเนินการวิจัย (Research Site) ของโครงการ CHEERS-Thailand (Community-led, Comprehensive Chemsex Harm Reduction Services with Legal and Policy Reform in Thailand) ซึ่งมุ่งพัฒนารูปแบบบริการลดอันตรายในบริบท Chemsex ที่นำโดยชุมชน เชื่อมโยงการดูแลด้านสุขภาพและสังคมเข้าด้วยกัน พร้อมให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคด้านกฎหมายและนโยบายที่ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการ
ในการประชุม โครงการ CHEERS-Thailand ได้ส่งบทคัดย่องานวิจัย (Research Abstracts) หลายเรื่องเข้าร่วม โดยผลงานส่วนใหญ่ได้รับการนำเสนอในรูปแบบ Poster Presentation เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและบทเรียนจากการดำเนินงานในประเทศไทย ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงาน และองค์กรชุมชนจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จากการจัดบริการในพื้นที่จริง

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการแลกเปลี่ยนคือ การตีตราภายในระบบบริการสุขภาพ (Stigma in Healthcare) ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของประชากรกลุ่มเป้าหมาย แม้หลายประเทศจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด ผู้มีความหลากหลายทางเพศ และผู้ที่มีประสบการณ์ Chemsex การตีตราอาจส่งผลต่อความไว้วางใจ การเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการดูแล และการตัดสินใจเข้ารับบริการ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบบริการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และปราศจากการตัดสินหรือเลือกปฏิบัติ
การนำเสนอผลงานวิจัยแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จากประเทศต่าง ๆ ยังทำให้เห็นว่า Chemsex ไม่ได้มีความหมาย รูปแบบ หรือเงื่อนไขที่เหมือนกันในทุกสังคม เนื่องจากวัฒนธรรม บรรทัดฐานทางเพศ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางสังคมและกฎหมาย ล้วนมีส่วนกำหนดประสบการณ์และความเข้าใจเกี่ยวกับ Chemsex ในแต่ละพื้นที่ การแลกเปลี่ยนจึงช่วยขยายมุมมองต่อความแตกต่างของสถานการณ์ รูปแบบบริการ และระดับความสำคัญที่แต่ละประเทศให้กับประเด็นดังกล่าว
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สารเสพติด ความพึงพอใจ (Pleasure) และความเจ็บปวดหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น (Pain) ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และบริบทของประชากรแต่ละกลุ่ม สำหรับบางคน การใช้สารเสพติดอาจเกี่ยวข้องกับการทำให้กิจกรรมทางเพศเป็นไปได้ หรือช่วยให้สามารถมีประสบการณ์ทางเพศในรูปแบบที่ตนเองรู้สึกปลอดภัยและสบายใจมากขึ้น ขณะที่บุคคลอื่นอาจมีแรงจูงใจและประสบการณ์แตกต่างออกไป ความแตกต่างเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับชนิดของสารที่เลือกใช้ รูปแบบการใช้ และวิธีการจัดการความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ข้อสังเกตดังกล่าวสะท้อนว่า การทำความเข้าใจ Chemsex ไม่ควรเริ่มต้นจากการกำหนดว่าผู้ใช้สารเสพติดทุกคนมีแรงจูงใจหรือเป้าหมายเดียวกัน แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถอธิบายประสบการณ์และความต้องการของตนเองได้ โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายในการดูแลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาและสถานการณ์ชีวิต บางช่วงอาจต้องการลดความเสี่ยงจากการใช้สาร บางช่วงอาจต้องการดูแลสุขภาพจิต ปรับรูปแบบความสัมพันธ์ หรือลดและหยุดการใช้สารเสพติด การจัดบริการจึงควรมีความยืดหยุ่นและเปิดทางเลือกในการเข้าถึงความช่วยเหลือไว้ให้หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกรับบริการหรือปรับเปลี่ยนเป้าหมายการดูแลได้ตามความต้องการของตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความเชี่ยวชาญ และอำนาจในการตัดสินใจ โดยสะท้อนว่า ผู้ที่มีองค์ความรู้หรือประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับปัญหานั้น อาจไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายหรือออกแบบระบบบริการเสมอไป การพัฒนาระบบบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชากรกลุ่มเป้าหมายจึงควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีประสบการณ์ตรง องค์กรชุมชน และผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการออกแบบบริการและการตัดสินใจเชิงนโยบาย
อีกหนึ่งช่วงสำคัญของการประชุมคือการบรรยายพิเศษ (Keynote Speech) จากผู้แทน National Health Insurance Administration (NHIA) และ Taiwan Centers for Disease Control (Taiwan CDC) ภายใต้ Ministry of Health and Welfare, Taiwan ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาครัฐในการให้ความสำคัญกับ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ Chemsex ตลอดจนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพเพื่อสนับสนุนการดูแลประชาชนในประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจจากบริบทไต้หวันคือการมีบทบาทของหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนและจัดบริการลดอันตรายที่เกี่ยวข้องกับ Chemsex รวมถึงมาตรการส่งเสริมการเข้าถึงอุปกรณ์ฉีดที่สะอาด และการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพที่หลากหลาย สะท้อนให้เห็นถึงการนำแนวคิด Harm Reduction มาเชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน แนวทางการจัดบริการที่นำเสนอจากไต้หวันยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการจัดกลุ่มองค์ประกอบของบริการ โดยมีการให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางเพศและบริการด้าน HIV/STIs แยกเป็นองค์ประกอบเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบบริการ 4 ด้านของบ้านเสมอที่รวมสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ไว้ในมิติเดียวกัน และมีการช่วยเหลือด้านสังคม กฎหมาย และสิทธิเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญ ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่ารูปแบบบริการลดอันตรายสามารถพัฒนาได้หลากหลายตามบริบทของแต่ละประเทศ ทั้งในด้านโครงสร้างหน่วยงาน บทบาทภาครัฐ และความต้องการของประชากรกลุ่มเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม การมีนโยบายหรือระบบบริการที่สนับสนุนการลดอันตรายไม่ได้หมายความว่าการเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมายจะสามารถดำเนินการได้โดยปราศจากข้อจำกัดเสมอไป ในกิจกรรม Workshop C: Community and Hospital-based Harm Reduction Programs in Taiwan ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมและสถานบริการสุขภาพของไต้หวัน ยังมีการสะท้อนถึงความท้าทายของการทำงานเชิงรุก (Outreach) ในบริบทของไต้หวันเอง โดยเฉพาะการเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาระบบบริการจำเป็นต้องพิจารณาทั้งนโยบายระดับประเทศและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานจริงควบคู่กัน
การประชุมครั้งนี้ ยังมีการนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาบริการสุขภาพ ทั้งเครื่องมือดิจิทัลสำหรับการสื่อสารและติดตามผู้ใช้บริการ การให้คำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ (Shared Decision Making) ซึ่งสะท้อนความพยายามในการพัฒนาระบบบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ
จากการแลกเปลี่ยนตลอดการประชุม APCS 2026 สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ไม่มีรูปแบบบริการ Chemsex หรือ Harm Reduction รูปแบบใดที่สามารถตอบสนองต่อทุกบริบทได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากความต้องการของผู้ใช้บริการ วัฒนธรรม โครงสร้างระบบสุขภาพ บทบาทของภาครัฐ และเงื่อนไขทางกฎหมายในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน การพัฒนาระบบบริการจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งหลักฐานทางวิชาการ ความรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรง และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานตามสถานการณ์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับ มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย และบ้านเสมอ การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นโอกาสในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสในการทบทวนแนวทางการดำเนินงานขององค์กร โดยเฉพาะการพัฒนาบริการที่ยึดผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง การลดการตีตราภายในระบบบริการสุขภาพ การพัฒนาช่องทางเข้าถึงบริการที่หลากหลาย และการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานลดอันตรายสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชากรกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น องค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาบริการของบ้านเสมอทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด สุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ สุขภาพจิต และการช่วยเหลือด้านสังคม กฎหมาย และสิทธิ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงบริการสุขภาพและการคุ้มครองสิทธิเข้าด้วยกัน การเสริมสร้างศักยภาพผู้ปฏิบัติงาน การพัฒนาระบบส่งต่อ และการขยายความร่วมมือกับเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ
มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการทำงานบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน หลักฐานเชิงวิชาการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้สารเสพติด ผู้มีความหลากหลายทางเพศ และประชากรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และปราศจากการตีตราหรือเลือกปฏิบัติ
เพราะการลดอันตรายไม่ได้มีเพียงเป้าหมายในการลดความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติด แต่ยังหมายถึงการสร้างทางเลือก การลดอุปสรรคทางสังคมและกฎหมาย และการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการที่สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายของตนเองได้ในทุกช่วงของชีวิต